ปิโตรเลียมไทย

Posted by admin - November 24th, 2016

%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1

หลายท่านอาจคุ้นหูกับคำว่าปิโตรเลียม แต่ก็อาจไม่ทราบว่าจริงๆแล้วปิโตรเลียมนั้นเป็นเช่นไร แล้วปิโตรเลียมมันคืออะไร มีประโยชน์อย่างไรกับการดำรงชีวิตของเรา

ปิโตรเลียมเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนอันสลับซับซ้อน ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในชั้นหินใต้พื้นผิวโลก มีธาตุที่เป็นองค์ประกอบหลักคือ ไฮโดรเจน และคาร์บอน ได้จากการสลายตัวของอินทรีย์สารจำนวนมาก ที่ทับถมกันในหินตะกอน ภายใต้ความร้อนและความดันมหาศาล เมื่อนำมากลั่นจะได้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น น้ำมันเบนซิน ก๊าซหุงต้ม น้ำมันก๊าด น้ำมันดีเซล ยางมะตอย น้ำมันเตา รวมทั้งเคมีภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช พลาสติก และยางสังเคราะห์ เป็นต้น

คำถามต่อไปคือ แล้วปิโตรเลียมเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ปิโตรเลียม เกิดจากการทับถมและแปรสภาพของซากสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ยุคก่อนประวัติศาสตร์นับหลายล้านปี ที่ตกตะกอนหรือถูกกระแสน้ำพัดพามาจมลง ณ บริเวณที่เป็นทะเลหรือทะเลสาบในขณะนั้น ถูกทับถมด้วยชั้นกรวด ทราย และโคลนสลับกันเป็นชั้นๆ เกิดน้ำหนักกดทับกลายเป็นชั้นหินต่างๆ ผนวกกับความร้อนใต้พิภพและการสลายตัวของอินทรีย์สารตามธรรมชาติ ทำให้ซากพืชและซากสัตว์กลายเป็นน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ หรือที่เราเรียกว่า “ปิโตรเลียม” เพราะเช่นนี้เราจึงเรียกปิโตรเลียมได้อีกชื่อหนึ่งว่า “เชื้อเพลิงฟอสซิล” นั้นเอง

และในประเทศไทยก็มีหลายบริษัทที่เป็นผู้ถือสัมปทานปิโตรเลียม ได้แก่

  1. กลุ่มบริษัท อพิโก แอลแอลซี
  2. กลุ่มบริษัท บีจี เอเชีย อิงค์
  3. กลุ่มบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด
  4. บริษัท เอ็กซอนโมบิล เอ็กซ์โพลเรชั่น แอนด์ โพรดักชั่น โคราช อิงค์
  5. กลุ่มบริษัท คริสเอ็นเนอร์ยี่ (กัลฟ์ ออฟ ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด
  6. บริษัท Idemitsu Oil & Gas Co., Ltd.
  7. บริษัท JSX Energy Holdings Limited
  8. กลุ่มบริษัท มิตซุย ออยล์ เอ็กซโปลเรชั่น จำกัด
  9. บริษัท จีเอส เอนเนอร์จี คอร์ปอเรชั่น
  10. บริษัท ซี อี ซี อินเตอร์เนชั่นแนล ลิมิเต็ด
  11. กลุ่มบริษัท Northern Gulf Petroleum Pte. Ltd.
  12. บริษัท ออเร้นจ์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด
  13. กลุ่มบริษัท อีโค่ โอเรียนท์ เอ็นเนอยี่ (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด
  14. บริษัท แพน โอเรียนท์ เอ็นเนอยี่ (สยาม) ลิมิเต็ด
  15. กลุ่มบริษัท เอ็มพี จี1 (ประเทศไทย) จำกัด
  16. กลุ่มบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
  17. บริษัท พลังโสภณ จำกัด
  18. บริษัท รีซอร์สฟูล ปิโตรเลียม (ไทยแลนด์) จำกัด
  19. บริษัท Petroleum Resources (Thailand) Pty., Ltd.
  20. กลุ่มบริษัท ซาลามานเดอร์ เอนเนอร์ยี่ (อีแอนด์พี) ลิมิเต็ด
  21. บริษัท Shaanxi Yanchang Petroleum (Group) Co., Ltd.
  22. กลุ่มบริษัท ซิโน-ยู เอส ปิโตรเลียม อิงค์
  23. บริษัท เทเท็ก ไทยแลนด์ III แอลแอลซี
  24. บริษัท โททาล อี แอนด์ พี ไทยแลนด์
  25. กลุ่มบริษัท ทวินซ่า ออยล์ ลิมิเต็ด
  26. บริษัท JX Nippon Oil & Gas Exploration Corporation
  27. บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด

 

ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับธุรกิจค้าน้ำมันที่ควรรู้

Posted by admin - September 13th, 2016

ธุรกิจน้ำมันเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงครับ เสี่ยงมากกว่าธุรกิจทั่วๆไป คือ ไม่สามารถควบคุมต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตได้เลย วัตถุดิบในที่นี้คือน้ำมันดิบ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ยากที่จะคาดเดาได้ และนับวันมีแต่จะผันผวนมากขึ้นเรื่อยๆ อัตราแลกเปลี่ยนมีความสำคัญกับธุรกิจน้ำมัน เพราะโรงกลั่นต้องนำเข้าน้ำมันดิบเป็นเงิน ดอลลาร์ แต่เวลาขายน้ำมันสำเร็จรูปเป็นเงินบาท ดังนั้นถ้าค่าเงินผันผวนมาก ก็อาจขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนได้

จะเห็นได้ว่าปัจจัยเสี่ยงนั้นเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ และคาดเดาสถานการณ์ล่วงหน้าได้ยากมาก ดังนั้นธุรกิจน้ำมันจึงเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง และต้องมีการบริหารความเสี่ยง เป็นอย่างดี จึงจะสามารถประคองตัวผ่านวิกฤติราคาน้ำมันแพง ซึ่งถือเป็นวิกฤติน้ำมันครั้งที่ 3 ของโลกไปได้ ทั้งนี้ยังไม่ต้องพูดถึงการแทรกแซงจากภาครัฐ และแรงกดดันทางสังคม ในกรณีที่ราคาน้ำมันขึ้นเอาๆอยู่ในขณะนี้ ทำให้ธุรกิจน้ำมันทั่วโลกอยู่ในภาวะเดียวกัน คือถูกสังคมตั้งข้อสงสัยว่าธุรกิจน้ำมันมีกำไรมากเกินไปหรือเปล่า หรือฉกฉวยผลประโยชน์จากการที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดทุกวันอย่างในปัจจุบันหรือเปล่า

จึงเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะต้องเข้ามากำกับดูแล และตรวจสอบอย่างเข้มงวด ในขณะที่บริษัทน้ำมันนั้นก็ต้องทำธุรกิจอย่างโปร่งใส ให้ข้อมูลกับประชาชนอย่างละเอียดในทุกแง่มุม เพื่อลดความไม่ไว้วางใจของประชาชนไปในระดับหนึ่ง และต้องพยายามสื่อสารกับผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องกล้าที่จะชี้แจงอย่างใจเย็น และอดทนต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ บริษัทน้ำมันจึงจะพ้นจากข้อหาฉกฉวยทำกำไรในสถานการณ์น้ำมันราคาแพงอย่างนี้ไปได้ ขอให้โชคดีครับ

 

บรูไนหนึ่งในประเภทที่มีการค้าน้ำมันมากที่สุด

Posted by admin - August 25th, 2016

บรูไนฯ เป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกอาเซียนที่ไม่ได้รับการกล่าวถึงมากนักส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมีสถานะเป็นเพียงประเทศเล็ก ๆ ที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกสินค้าเพียงไม่กี่รายการ จึงไม่ค่อยได้รับความสนใจมากเท่ากับประเทศสมาชิกประเทศอื่น ๆ แต่แท้จริงแล้วบรูไนฯ เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงทั้งด้านการค้าและการลงทุน

นอกจากนี้ บรูไนฯ ได้รับการจัดเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยมากที่สุดในเอเชีย การเมืองมีเสถียรภาพ ประกอบกับชาวบรูไนฯ ส่วนใหญ่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี และมีอัตราการรู้หนังสือสูง บรูไนฯ อนุญาตให้ผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาลงทุนได้เกือบทุกสาขา

รายได้หลักของภาคส่งออกของประเทศมาจากน้ำมันประมาณร้อยละ 48 และก๊าซธรรมชาติประมาณร้อยละ 43 สินค้าส่งออกหลักของบรูไนฯ คือ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ทำให้บรูไนฯ เกินดุลการค้ามาโดยตลอด สินค้าส่วนใหญ่ส่งออกไปยังญี่ปุ่น อังกฤษ ไทย สิงคโปร์ ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ และสาธารณรัฐเกาหลี ตามลำดับ

ส่วนสินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากบรูไนฯ คือ น้ำมันดิบ เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เยื่อกระดาษและเศษกระดาษผลิตภัณฑ์โลหะ เสื้อผ้าสำเร็จรูป และเครื่องใช้เบ็ดเตล็ด

และสุดท้ายการขนส่งสินค้าทางเรือมีอุปสรรคมาก เนื่องจากเรือที่บรรทุกสินค้าไปบรูไนฯ มีสินค้าเฉพาะเที่ยวขาไป แต่ไม่มีสินค้าในเที่ยวขากลับ ประกอบกับประเภทของเรือที่ใช้บรรทุกสินค้าในการส่งออกและนำเข้ามีความแตกต่างกัน โดยสินค้าที่ไทยนำเข้าจากบรูไนฯ ส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดิบ ซึ่งต้องใช้เรือในการขนส่งน้ำมันโดยเฉพาะ

ปัญหาน้ำมันพืชปาล์มและถั่วเหลืองขาดตลาด

Posted by admin - October 31st, 2015

ธงฟ้า2ปัญหาน้ำมันปาล์มขาดตลาดและปรับราคาแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องด้วยสาเหตุสภาพภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ปัญหาน้ำท่วม ฝนแล้ง ประจวบเหมาะกับการที่ชาวสวนปาล์มหันไปนิยมปลูกยางพาราแทน เพราะราคายางพารากำลังไปได้สวย ทำให้ผลผลิตจากต้นปาล์มออกมาสู่ตลาดน้อยและสวนทางกับความต้องการที่มีสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องของภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม รวมถึงน้ำมันปาล์มถูกนำไปใช้ในการผลิตในภาคพลังงานทดแทนอย่างอิสระ ทั้งหมดนี้จึงร่วมกันส่งผลให้ราคาปาล์มดิบในท้องตลาดสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและส่งผลไปยังปากท้องของประชาชนคนบริโภคน้ำมันปาล์มกันถ้วนหน้า

สินค้าอุปโภคบริโภคยังไม่เกิดปัญหาขาดตลาด แม้มีปัญหาต้นทุนการผลิตสูงขึ้นมากเนื่องจากกลไกตลาดจะเป็นตัวบอกว่าสินค้าไหนมีความต้องการมากขึ้น ผู้ประกอบการก็จะผลิตสินค้าออกมาป้อนตลาดมากขึ้น แต่หากสินค้าไหนความต้องการในตลาดน้อยก็จะมีจำนวนลดลงตามไปด้วย ทำให้ในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคไม่เกิดปัญหาสินค้าขาดแคลนหรือมีการซื้อไว้เพื่อกักตุน แต่อาจเกิดขึ้นกับสินค้าที่มีปัญหาไปแล้ว  เนื่องจากการแข่งขันในตลาดที่รุนแรงมากทำให้ไม่สามารถขึ้นราคาได้ ประกอบกับสินค้าบางตัวอยู่ในการควบคุมของกระทรวงพาณิชย์ด้วย และผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคทุกรายต้องปรับตัวรับมือต้นทุนสูงขึ้น ด้วยการหันไปลดต้นทุนการผลิตให้มากที่สุดหรือนำเข้าสินค้าวัตถุดิบจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากค่าเงินบาทอยู่ในระดับแข็งค่าต่อเนื่องจึงช่วยลดต้นทุนการผลิตสินค้าให้อยู่ในระดับต่ำได้

การปรับขึ้นราคาน้ำมันพืชปาล์มน่าจะส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันถั่วเหลืองเพิ่มขึ้นจนอาจมีการซื้อขายน้ำมันถั่วเหลืองในราคาที่สูงกว่าราคาควบคุม และกดดันให้น้ำมันถั่วเหลืองถูกปรับราคาขึ้นตามมา ซึ่งจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน พบว่าบางแห่งประสบปัญหาน้ำมันพืชปาล์มและถั่วเหลืองขาดตลาด และหลายแห่งจำกัดการซื้อ ซึ่งสาเหตุหลักน่าจะมาจากการซื้อน้ำมันถั่วเหลืองเพื่อใช้ทดแทนน้ำมันปาล์ม และอาจมีการกักตุนสินค้า นอกจากนี้ผลกระทบต่อมาที่คาดว่าจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้คือการทยอยปรับขึ้นราคาของสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้น้ำมันพืชทั้งสองในการผลิต เนื่องจากบทบาทของปาล์มน้ำมันมิได้จำกัดอยู่แค่ในฐานะพืชอาหารเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญในฐานะพืชพลังงานในการเป็นวัตถุดิบเพื่อทำไบโอดีเซล ซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมับดิบที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของรัฐ

Tags: , ,

การใช้ประโยชน์จากถ่านหินซึ่งเป็นเชื้อเพลิงธรรมชาติ

Posted by admin - September 22nd, 2015

coal460x276ถ่านหิน เป็นเชื้อเพลิงประเภทฟอสซิลอย่างหนึ่ง ซึ่งมีส่วนประกอบของสารประกอบคาร์บอนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 และยังมีสารประกอบอื่นๆ เช่น ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน และกำมะถัน เป็นต้น ส่วนใหญ่มีการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ และอุตสาหกรรมที่ใช้หม้อไอน้ำ เช่น โรงงานกระดาษ และโรงงานชูรส เป็นต้น ในการเผาไหม้ถ่านหินจะมีการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ฝุ่นละออง และควัน ดังนั้น ก่อนนำเชื้อเพลิงไปใช้ต้องมีวิธีการจัดการกับมลพิษก่อน โดยอาจเลือกใช้ถ่านหินคุณภาพดีหรืออาจลดปริมาณสารพิษในถ่านหินก่อนนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิง หรือใช้เทคโนโลยีในการกำจัดมลพิษที่เกิดขึ้นก่อนปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม

ประเทศไทยมีแหล่งถ่านหินกระจายอยู่ทั่วทุกภาค ซึ่งเกิดจากซากพืชที่สะสมอยู่ตามแอ่งขนาดใหญ่และภายหลังเกิดการจมตัวของเปลือกโลกและมีตะกอนมาทับถมปิดทับนานหลายล้านปี จนเกิดการเปลี่ยนแปลงของซากพืชเหล่านั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี กลายเป็นถ่านโดยมีความร้อนใต้เปลือกโลกเข้ามามีส่วนช่วยด้วย ซึ่งคล้ายๆกับวิธีการเผาถ่านในปัจจุบันที่นำไม้ฝืนมาเผาในที่ไม่มีอากาศหรือออกซิเจนจึงได้เป็นถ่านไม้แทนที่จะติดไฟไหม้ กลายเป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ไป ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งมีปริมาณสำรองอยู่มาก โดยแหล่งถ่านหินกระจายอยู่ในประเทศต่างๆทั่วโลก ทำให้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่มีความมั่นคงสูง ส่งผลให้มีราคาถูกกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันเตา

ถ่านหินยังคงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในการใช้เป็นเชื้อเพลิงของประเทศ เนื่องจากถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่มีแหล่งสำรองอยู่มาก และราคามีเสถียรภาพ รวมทั้งมีเทคโนโลยีในการจัดการมลพิษที่มีประสิทธิภาพ การเปลี่ยนจากถ่านหินมาใช้เชื้อเพลิงอื่นโดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติจะทำให้สัดส่วนการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าสูงมากเกินไป และจะก่อให้เกิดความเสี่ยงในการจัดหาพลังงานของประเทศ เนื่องจากในการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงจะต้องคำนึงถึงความสามารถในการจัดหาก๊าซธรรมชาติได้เพียงพอตลอดอายุการใช้งานของโรงไฟฟ้า และจะต้องมีการทำสัญญาซื้อขายก๊าซฯที่ผูกพันได้ตลอดอายุของโรงไฟฟ้า ซึ่งในปัจจุบันผู้จำหน่ายก๊าซฯ ยังไม่สามารถผูกพันการจัดหาก๊าซธรรมชาติได้ ตลอดอายุของโรงไฟฟ้า ส่วนพลังงานหมุนเวียนอื่นยังมีต้นทุนสูงอยู่มาก เหมาะที่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงเสริมเท่านั้น ยังไม่สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักเพื่อผลิตไฟฟ้าได้อย่างเพียงพอ

Tags: , ,

การนำก๊าซธรรมชาติไปประยุกต์ใช้กับกิจการพาณิชย์

Posted by admin - August 20th, 2015

กิจการพาณิชย์และบริการ อาทิ ห้างสรรพสินค้า โรงแรม โรงพยาบาล อาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียมและร้านอาหาร โดยทั่วไปนั้น จะตั้งอยู่ในเขตธุรกิจ หรือเขตที่อยู่อาศัยที่มีความหนาแน่นปานกลางถึงความหนาแน่นสูงและมีการใช้พลังงานมากพอสมควร พลังงานที่ใช้จึงจำเป็นที่จะต้องมีคุณสมบัติในลำดับแรก คือ สะอาด ไม่มีมลพิษ ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก๊าซธรรมชาติจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับพลังงานดังกล่าว เนื่องจากมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่สะอาด เผผาไหม้สมบูรณ์ ปลอดภัยกว่าเชื้อเพลิงอื่น และไม่มีมลพิษ นอกจากนี้ การขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อจะช่วยลดปัญหาการจราจรจากการขนส่งได้อีกด้วย

ปตท. ได้ขยายโครงข่ายท่อส่งก๊าซธรรมชาติเข้าสู่เขตธุรกิจของกรุงเทพฯ ทำให้สามารถเพิ่มประโยชน์การใช้งานก๊าซธรรมชาติได้มากขึ้น ในกลุ่มผู้ประกอบการทางด้านการพาณิชย์และการบริการ โรงพยาบาล หรือแม้กระทั่งร้านอาหารและบ้านพักอาศัย ประโยชน์ของการใช้งานดังกล่าว อาทิ

– การใช้ก๊าซธรรมชาติในระบบผลิตพลังงานความเย็นร่วมกับไฟฟ้าด้วยก๊าซธรรมชาติ ( Gas District Cooling and Co-generation ) คือ ระบบการผผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็นสำหรับระบบปรับอากาศไว้ใช้ภายในอาคารและสำนักงาน ซึ่งมีการนำระบบดังกล่าวมาประยุกต์ใช้แล้วทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทย ท่าอากาศยานสากลโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และท่าอากาศยานสากกัวลาลัมเปอร์แห่งใหม่ ประเทศมาเลเซีย
– การใช้ก๊าซธรรมชาติทดแทนก๊าซหุงต้มในการประกอบอาหาร สำหรับโรงแรม โรงพยาบาล ร้านอาหาร หรือบ้านพักอาศัย โดยสามารถนำไปใช้ในเตาแก๊ส เตาอบ เตาย่างและหม้อหุงข้าวทุกประเภท
– การใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตน้ำร้อนหรือไอน้ำซึ่งใช้ในธุรกิจโรงแรมธุรกิจซักรีด การฆ่าเชื้อโรคในโรงพยาบาล และบ้านพักอาศัย

จุดเด่นของการประยุกต์ใช้ก๊าซธรรมชาติในกิจการพาณิชย์และบ้านพักอาศัย
– เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าและความเย็นโดยรวมได้ถึง 80% ขณะที่ระบบผลิตไฟฟ้าในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 40-50%
– เพิ่มแหล่งทางเลือกการใช้พลังงานของอาคารจากเดิมต้องอาศัยเฉพาะพลังงานไฟฟ้าอย่างเดียว ทำให้สามารถเลือกได้ระหว่างการใช้ก๊าซธรรมชาติ หรือใช้ไฟฟ้า หรือใช้ทั้งสองระบบร่วมกันได้
– ลดการใช้สาร CFC ในระบบทำความเย็นด้วยไฟฟ้า ซึ่งเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม
– เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เนื่องจากก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงสะอาดที่สามารถนำไปใช้ทดแทนน้ำมันเตาเกรดเอ หรือดีเซล ซึ่งปัจจุบันโรงแรมและโรงพยาบาลส่วนใหญ่ใช้ในการผลิตไอน้ำ
– ลดปัญหาและประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งเชื้อเพลิง เนื่องจากก๊าซธรรมชาติจะถูกขนส่งผ่านระบบท่อ และวัดปริมาณซื้อขายผ่านมิเตอร์ที่ออกแบบตามมาตรฐาน ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องกักเก็บเชื้อเพลิง และลดปัญหาการจัดการการขนส่งพลังงาน
– ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุของผู้ใช้ในด้านการกักเก็บพลังงาน

Tags:

การผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์

Posted by admin - July 14th, 2015

การผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์
การผลิตก๊าซชีวภาพส่วนใหญ่จะแยกตามแหล่งที่มาของน้ำเสีย ได้แก่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ของเสียจากอุตสาหกรรมขยะมูลฝอยและครัวเรือน ปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตก๊าซชีวภาพจะใช้กระบวนการย่อยสลายทางชีววิทยาแบบไม่ใช้อากาศ ภายในบ่อหมัก โดยแบ่งตามอัตราการย่อยสลายอินทรีย์ ได้ 2 ระดับ คือ อัตราการย่อยสลายอินทรีย์ต่ำ และสูงสำหรับมูลสัตว์
1. บ่อหมักไร้ออกซิเจนแบบช้า มีอยู่ด้วยกัน 3 รูปแบบ คือ
-แบบโดมคงที่ (Fixed dome digester)
-แบบฝาครอบลอย (Floating drum digester)
-แบบรางขนาน (Plug flow digester) ซึ่งมี 2 รูปแบบ คือ
แบบพลาสติกคลุมบ่อดิน (Cover lagoon)
แบบพลาสติกคลุมราง บ่อหมักไร้ออกซิเจนแบบช้าจะต้องใช้พื้นที่ในการติดตั้งอุปกรณ์มาก เพราะต้องใช้เวลาในการกักเก็บน้ำสูง
2. บ่อหมักไร้ออกซิเจนแบบเร็ว (High rate anaerobic reactor)
มีอัตราการย่อยสลายเกิดขึ้นรวดเร็ว เพราะในระบบมีการกวนผสม การกักเก็บและรักษาตะกอนแบคทีเรียที่มีคุณภาพให้อยู่ในระบบเป็นเวลานาน โดยออกแบบให้ตะกอนถูกยึดตรึงไว้กับตัวกลาง หรือการทำให้ตะกอนรวมตัวกันเป็นก้อน และยังมีการนำตะกอนที่หลุดไปกับน้ำล้นกลับมาในระบบ บ่อหมักมีขนาดเล็ก สามารถรับปริมาณของเสียได้มาก ซึ่งบ่อหมักแบบนี้ เหมาะสมที่จะนำมาประยุกต์ใช้กับน้ำเสียอุตสาหกรรมที่มีปริมาณความเข้มข้นสารอินทรีย์สูง และก๊าซชีวภาพที่ผลิตได้สามารถนำไปใช้ทดแทนเชื้อเพลิงที่ใช้ในกระบวนการผลิต ทำให้ลดค่าใช้จ่ายการบำบัดให้ต่ำลง ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิง และน้ำเสียที่บำบัดแล้วจะเป็นไปตามมาตรฐานน้ำทิ้ง
บ่อหมักแบบไร้ออกซิเจนแบบเร็ว จะแบ่งออกเป็น
2.1 แบบ Up-Flow Anaerobic Sludge Blanket (UASB) น้ำเสียจะถูกสูบเข้าก้นถังที่แบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นล่าง (Sludge bed) เป็นตะกอนเม็ด (granular bacteria) ขนาด 2–5 มม. เป็นแบคทีเรียใยขาวเกาะกันมีความหนาแน่นสูง ส่วนชั้นบนเรียกว่า Sludge blanket ทางด้านบนของบ่อหมัก UASB จะมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า Gas Solid Separator ทำหน้าที่แยกก๊าซและป้องกันมิให้ตะกอนแบคทีเรียหลุดออกไปกับน้ำเสีย
2.2 แบบ High suspension solid Up-Flow Anaerobic Sludge Blanket (H-UASB) พัฒนาจากระบบ UASB เพื่อแก้ไขปัญหาการอุดตันของระบบหัวจ่ายน้ำเนื่องจากตะกอนของมูลสัตว์ มี buffer tank ทำหน้าที่แยกตะกอนแขวนออกจากน้ำเสียและมูลสัตว์ให้มีปริมาณน้อยที่สุด

Tags:

ก๊าซธรรมชาติและโรงแยกก๊าซ

Posted by admin - June 24th, 2015

ก๊าซธรรมชาติและโรงแยกก๊าซ
ก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นสารไฮโดรคาร์บอนที่ก่อกำเนิดและสะสมตัวอยู่ใต้ผิวโลกนั้นมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับโครงสร้างโมเลกุลของสารไฮโดรคาร์บอนที่เป็นองค์ประกอบ บางแหล่งประกอบด้วยสารไฮโดรคาร์บอนจำพวกมีเทนอย่างเดียว บางแหล่งประกอบด้วยสารไฮโดรคาร์บอนผสมกันหลายชนิด อันได้แก่ มีเทน อีเทน โพรเพน บิวเทน เพนเทน เฮกซ์เซน และอื่น ๆ สัดส่วนขององค์ประกอบเหล่านี้ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมของก๊าซแต่ละแหล่งที่พบ
ก๊าซธรรมชาติประกอบด้วยสารไฮโดรคาร์บอนหลายชนิด ดังนั้นกระบวนการแยกจึงมิได้เพียงเพื่อใช้ประโยชน์เป็นเชื้อเพลิงเท่านั้น แต่ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างอื่นอีก ก๊าซมีเทนใช้ประโยชน์เป็นเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรม เป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตปุ๋ย และอัดใส่ถังใช้เป็นเชื้อเพลิงรถโดยสาร เอ็นจีวี อีเทน และโพรเพนใช้เป็นวัตถุดิบในโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ก๊าซปิโตรเลียมเหลว ซึ่งประกอบด้วยโพรเพน และบิวเทน ใช้เป็นเชื้อเพลิงหุงต้ม เชื้อเพลิงสำหรับรถ และอุตสาหกรรม แก๊สโซลีนธรรมชาติ ส่งเข้าโรงกลั่นเพื่อกลั่นเป็นน้ำมันเบนซิน ก๊าซธรรมชาติที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรมนั้น จะใช้สำหรับเตาเผา หม้อต้มน้ำ และเครื่องจักรไอน้ำ ส่วนก๊าซธรรมชาติที่ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ก็เพื่อผลิตปุ๋ย พลาสติก เส้นใยสังเคราะห์ ยางสังเคราะห์ และยากำจัดวัชพืช
โรงแยกก๊าซประกอบด้วยกระบวนการหลักและหน่วยต่าง ๆ ดังนี้
1. หน่วยกำจัดสารปรอท เนื่องจากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยมีสารปรอทปนเปื้อนอยู่ด้วย ดังนั้นโรงแยกก๊าซจึงต้องมีหน่วยนี้เพื่อกำจัดสารปรอทออกจากก๊าซ
2. หน่วยกำจัดความชื้น เพราะความชื้นหรือไอน้ำจะกลายเป็นน้ำแข็งเมื่อเข้ากระบวนการลดอุณหภูมิลงต่ำ ๆ ซึ่งจะทำให้ท่ออุดตัน ไอน้ำถูกกำจัดด้วยวิธีทางเคมีที่เรียกว่ากระบวนการกรองโมเลกุล
3. หน่วยแยกมีเทน อีเทน และคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซธรรมชาติที่ผ่านกระบวนการลดความดันและอุณหภูมิลงแล้วจะผ่านหอแยกนี้ ก๊าซส่วนบนสุดของหอกลั่นคือก๊าซเชื้อเพลิง ได้แก่ มีเทน และอีเทน ซึ่งเมื่อแยกออกมาแล้วจะส่งเข้าท่อต่อไปให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ.
4. หอแยกแอลพีจี และเอ็นจีแอล ภายในหอนี้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวหรือแอลพีจี ถูกแยกออกมาจากส่วนบน ในขณะที่ของเหลวคือ แก๊สโซลีนธรรมชาติหรือเอ็นจีแอล จะอยู่ก้นหอและถูกส่งไปลงถังเก็บเพื่อรอการขนส่งต่อไป
5. หน่วยกำจัดก๊าซไข่เน่า กระบวนการนี้เป็นกระบวนการทำความสะอาดเพื่อแยกกำมะถันออกจากก๊าซแอลพีจี เพื่อให้มีคุณสมบัติเป็นไปตามที่ผู้ใช้ต้องการ หลังจากผ่านการทดสอบในห้องปฎิบัติการ ก๊าซแอลพีจี จะถูกส่งไปยังถังเก็บเพื่อรอการขนส่งทางรถและทางเรือ

Tags:

ผลกระทบน้ำมันปาล์มในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC

Posted by admin - May 29th, 2015

ผลกระทบน้ำมันปาล์มในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน  AEC
สินค้าเกษตรของไทยที่จะสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดในอาเซียนประกอบด้วยข้าว กาแฟ และน้ำมันปาล์ม สินค้าเกษตรที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ น้ำมันปาล์ม เนื่องจากต้นทุนการผลิตต่อไร่ของไทยสูงกว่ามาเลเซียถึง 4 เท่า ราคาจำหน่ายผลปาล์มและน้ำมันปาล์มดิบของไทยสูงกว่ามาเลเซียและอินโดนีเซียมาก แต่ผลผลิตปาล์มของไทยกลับมีคุณภาพต่ำกว่า เพราะสามารถสกัดเป็นน้ำมันได้น้อยกว่า
น้ำมันปาล์มกลายเป็นสินค้าการเมือง การส่งเสริมอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มในประเทศไทยจึงเป็นไปเพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง โดยเน้นไปในทิศทางการเพิ่มปริมาณการผลิตตามแรงผลักของสถานการณ์ แต่ไม่ใคร่ให้ความสนใจด้านคุณภาพ สังเกตได้จากการส่งเสริมการขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันทั้งโดยตรง และโดยอ้อม เช่น การส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมันเป็นพืชพลังงาน การจำกัดการนำเข้า การกำหนดราคารับซื้อผลปาล์มขั้นต่ำมการชดเชยให้ผู้ผลิตจำหน่ายน้ำมันปาล์มในราคาต่ำกว่าความเป็นจริง การอุดหนุนราคาน้ำมันไบโอดีเซล เป็นต้น ปัจจุบันอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มมีความสำคัญมากขึ้นต่อเศรษฐกิจไทย โดยพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบันเกษตรกรที่ทำการเพาะปลูกปาล์มน้ำมันเป็นจำนวนมาก และมีอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มมีความสำคัญมากขึ้นทั้งต่อความมั่นคงทางพลังงานและความมั่นคงทางอาหารของไทย
ความละเลยการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมนี้ และการแข่งขันจากการเปิดเสรีทางการค้าที่กำลังจะมาถึง จะสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ โดยเวลาที่เหลืออยู่ก่อนที่ AEC จะเปิดเสรีไม่เพียงพอสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของไทยให้แข่งขันได้ ณ เวลานี้เราทำได้แต่เพียงบรรเทาผลกระทบมิให้รุนแรงมากเกินไปเท่านั้น แต่ถึงกระนั้น ดูเหมือนว่าผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมนี้จำนวนมากยังขาดความตื่นตัวหรือความเข้าใจถึงผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้น ขณะที่รัฐบาลยังไม่ได้ส่งสัญญาณให้ประชาชนทราบถึงภัยคุกคามนี้ หรือมีนโยบายหรือแสดงความจริงจังในการแก้ไขปัญหานี้แต่อย่างใด มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารหรือพลังงานของประเทศและไม่มีสินค้าอื่นที่ทดแทนได้ดีกว่า ก็ควรเร่งพัฒนาในมีความสามารถในการแข่งขัน

Tags:

การเติบโตของตลาดน้ำมันระหว่างประเทศต่างๆ

Posted by admin - April 28th, 2015

พลังงานต่างๆมีความสำคัญต่อมนุษย์ หากขาดพลังงานเมื่อไรจะมีผลต่อการอยู่รอดของมนุษย์ทันที ปัจจุบันมีพลังงานมากมาย แต่ที่สำคัญที่สุดคงจะเป็น พลังงานน้ำมัน

พลังงานกำลังจะหมดไปเรื่อยๆ ทำให้เกิดการแย่งชิงการเป็นเจ้าของในประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐกำลังจะเปิดศึกรับอิรัก โดยมีฝรั่งเศส รัสเซีย เยอรมัน และจีนประกาศขยายน่านน้ำห่างฝั่งหลายพันไมล์ ไปจนจดชายฝั่งอินโดนีเซีย ก็เพราะหวังครอง แหล่งน้ำมันในทะเลจีนใต้ โดยมีตลาดกลางในการส่งออกคือนครฮิวสตันเท็กซัส

การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ เมื่อเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขยายตัว ความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจะเพิ่มขึ้น และส่งผลให้ความต้องการน้ำมันดิบและราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มตาม ในทางตรงกันข้าม ในภาวะเศรษฐกิจหดตัวหรือภาวะถดถอย กิจกรรมที่ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจะลดลง ความต้องการน้ำมันดิบก็จะลดลง และท้าให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงตามไปด้วย

ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงในแต่ละประเทศแตกต่างกันไปตามฤดูกาล เช่น ในฤดูหนาว ความต้องการน้ำมันเพื่อสร้างความอบอุ่นจะสูงขึ้น โดยเฉพาะในปีที่อากาศหนาวเย็นรุนแรงกว่าปกติ และในฤดูร้อนความต้องการด้านเชื้อเพลิงในการท่องเที่ยวก็สูงมากขึ้นด้วย

ในขณะนี้เริ่มมีการสร้างพลังงานเพื่อทดแทนน้ำมันที่สูญเสียไป ลดการใช้พลังงานน้ำมันดิบ และลดการทำสงครามช่วงชิงน้ำมันระหว่างประเทศ อีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าน้ำมันของประเทศนั้นๆ นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งหน่วยงานร่วมขึ้นชื่อ Economic Liaison Committee ทำหน้าที่รับผิดชอบเปิดการเจรจาทางการทูต กับประเทศตะวันออกกลางและเขตอื่นๆ เพื่อสนับสนุนบริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ ให้สามารถแข่งขันกับบริษัททางยุโรปได้ เพื่อแก้ไขปัญหาด้านการขาดแคลนน้ำมัน

ในปัจจุบันประเทศไทยต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน การยกเลิกการควบคุมราคา การเพิ่มบทบาทเอกชน รัฐบาลควรจะเปิดโอกาสให้การพัฒนาตลาดพลังงานที่เหมาะสม ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายต่อการกำหนดแนวนโยบายความมั่นคงด้านพลังงาน ดำเนินไปโดยไม่มีการแทรกแซง และร่วมกันส่งเสริมให้ประชาชนได้รู้ว่าสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อตลาดพลังงานน้ำมันอย่างไร  และพัฒนานโยบายความมั่นคงให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงด้านการตลาดให้ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ

 

Tags:

ปัจจัยความผันผวนของราคาน้ำมันในอุตสาหกรรมไทย

Posted by admin - March 31st, 2015

eagle-os.comราคาของตลาดอุตสาหกรรมน้ำมันจะประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น และราคาขายปลีก ทำให้ราคามีการขึ้นลงอยู่ตลอดตามต้นทุนที่เปลี่ยนไปหรือการประกาศราคาของโรงกลั่น โดยช่วงก่อนยกเลิกควบคุมราคาขายปลีก แม้รัฐบาลจะควบคุมราคาขายปลีกให้อยู่ในระดับคงที่เป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่ในความเป็นจริง การกำหนดราคาของโรงกลั่นมีการเปลี่ยนแปลงทุกสัปดาห์ตามราคาตลาดโลกที่เปลี่ยนไป

ถึงแม้รัฐจะแก้ปัญหาด้วยการใช้ระบบกองทุนน้ำมันเพื่อรักษาราคาขายส่งให้เปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด ซึ่งโรงกลั่นจะเป็นผู้กำหนดราคา จึงทำให้ราคาขายปลีกมีการเปลี่ยนแปลงมาก อีกทั้งน้ำมันในไทยยังจำเป็นต้องนำเข้าเชื้อเพลิงในรูปแบบของน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปบางส่วน ดังนั้นราคาน้ำมันในไทยจะขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันในตลาดโลกเป็นสำคัญ

เป็นที่ทราบกันดีว่า รัฐเป็นผู้กำหนดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง โดยรัฐกำหนดหลักเกณฑ์การคำนวณราคา ณ โรงกลั่น และอัตรากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของน้ำมันแต่ละชนิด ในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยมีการนำเข้า จึงใช้หลักการของความเสมอภาคในการนำเข้า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างผู้ผลิตและผู้นำเข้าโดยหลักเกณฑ์การกำหนดราคาจะอ้างอิงตามการเปลี่ยนแปลงของราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นตลาดน้ำมันที่นำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปในช่วงดังกล่าว

ตลาดในสหรัฐอเมริกา ตลาดยุโรป ตลาดตะวันออกกลาง และตลาดสิงคโปร์ เป็นตลาดที่เป็นตัวแทนในการซื้อขายหรือตกลงราคาน้ำมันของภูมิภาคนั้นๆ โดยคิดราคาจากความต้องการและปริมาณในการผลิตในภูมิภาคนั้นๆ จึงปรับตัวเคลื่อนไหวไปในทิศทางและระดับเดียวกัน นอกจากนั้นแล้ว อุปสงค์และอุปทานในภูมิภาคนั้นๆ ยังมีอิทธิพลต่อราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาด จึงทำให้การเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันสำเร็จรูปในบางตลาดอาจปรับตัวแตกต่างจากตลาดอื่น

ในปัจจุบันการที่โรงกลั่นต้องแข่งขันการนำเข้าจากต่างประเทศ ภาวะกำลังการกลั่นล้นตลาดของภูมิภาค ก็มีผลให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปของภูมิภาคเอเซียอยู่ในภาวะอ่อนตัวเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันดิบ ซึ่งประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบดังกล่าวด้วย ทำให้การกำหนดราคาน้ำมันของโรงกลั่นและผู้ค้าส่งไม่สามารถตั้งราคาสูงได้ ทำให้ต้องขาดสภาพคล่องและประสบปัญหาขาดทุนตามมาในภายหลัง

Tags:

เชื้อเพลิงอุตสาหกรรมเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมไทย

Posted by admin - February 27th, 2015

ปตท. เป็นผู้นำในการให้บริการผลิตภัณฑ์มากมายเพื่อการอุตสาหกรรมพร้อมผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำในการบำรุงรักษาอุปกรณ์และการเลือกใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ

1. น้ำมันเตาชนิดที่ 1 หรือเตา A หรือ เตา 600 (Fuel oil 600, 2%sulphur)
เป็นน้ำมันเตาที่มีคุณภาพสูง มีความหนืดต่ำ ทำให้สะดวกในการใช้งาน เหมาะสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางและเล็กและธุรกิจอื่นๆ เช่น โรงแรมหรือ โรงพยาบาล ในเขตชุมชน ฯลฯ เป็นต้น เนื่องจาก สามารถเผาไหม้ได้สมบูรณ์ และมีเขม่าต่ำ

2. น้ำมันเตาชนิดที่ 2 หรือเตา C หรือ เตา 1500 (Fuel oil 1500, 2%sulphur)
เป็นน้ำมันเตาที่มีความหนืดปานกลาง เหมาะสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางและใหญ่ ที่มีระบบการเผาไหม้และเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพ ปัจจุบันเป็นเชื้อเพลิงที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลายมากที่สุด และมีราคาจำหน่ายต่ำกว่าน้ำมันเตาชนิดที่ 1 (เตา A)

3. น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว (High Speed Diesel)
และน้ำมันไบโอดีเซล (Biodiesel: B5) เหมาะสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์ดีเซลหมุนเร็ว ซึ่งมีความเร็วรอบสูงกว่า 1,000 รอบต่อนาที เช่น รถขนส่ง รถบรรทุก รถไฟ และรถปิกอัพ รวมถึงการนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการเผาไหม้ในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น Boiler หรือ Direct Burn (เผาตรง)

4. ก๊าซหุงต้ม (Liquefied petroleum gas) สำหรับภาคอุตสาหกรรม
สำหรับภาคอุตสาหกรรมเป็นก๊าซเหลวภายใต้ความดัน ซึ่งประกอบด้วยโพรเพนและบิวเทนผสมกันอยู่ในสัดส่วนที่พอเหมาะ ผลิตได้จากกระบวนการกลั่นแยกก๊าซธรรมชาติจากโรงแยกก๊าซฯ หรือจากกระบวนการกลั่นน้ำมันในโรงกลั่นผลิตภัณฑ์ก๊าซหุงต้มของ ปตท. เป็นก๊าซหุงต้มที่มีคุณภาพสูง สะอาด เนื่องจากมีสัดส่วนของโพรเพน (C3) สูงมากกว่าบริษัทอื่น ซึ่งไม่ก่อให้เกิดมลภาวะและสิ่งสกปรกกับชิ้นส่วนและอุปกรณ์ต่างๆ ของเครื่องจักร เนื่องจากเป็นก๊าซหุงต้มที่ได้จากกระบวนการกลั่นจากโรงแยกก๊าซฯ เป็นหลัก

5. ก๊าซโพรเพน (Propane gas)
เป็นก๊าซที่ได้จากกระบวนการแยกก๊าซธรรมชาติจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ใช้ในกระบวนการเผาไหม้ที่ต้องการความร้อนสูงและควบคุมค่าความร้อนได้คงที่ตัวอย่างเช่น การใช้ในโรงงานผลิตหลอดภาพโทรทัศน์ เป็นต้น

6. น้ำมันหล่อลื่นยานยนต์ (Automotive lubricants)

7. น้ำมันหล่อลื่นอุตสาหกรรม (Industrial lubricants)

8. น้ำมันหล่อลื่นชนิดพิเศษ (Special lubricants)

9.ผลิตภัณฑ์พิเศษ (Special Products)

9.1 ยางมะตอย (Asphalt) เป็นสารผสมประกอบด้วยไฮโดรคาร์บอนหลายชนิดและสารอินทรีย์อื่นๆ เรียกรวมว่า สารบิทูเมน ซึ่งมีลักษณะเป็นของเหลวข้นหรือเป็นกึ่งของแข็งสีน้ำตาลแก่ถึงสีดำ ปัจจุบัน ปตท. มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางมะตอยเกรด AC 60/70 ซึ่งเป็นเกรดมาตรฐานที่ใช้ในประเทศไทยโดยมีใบรับรองคุณภาพ (Certificate) จากหน่วยงานราชการ

9.2 คอนเดนเสท (Condensate)

9.3 น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน (Base Oil) เป็นวัตถุดิบสำหรับนำใช้ในกระบวนการผลิตน้ำมันหล่อลื่น ซึ่งปัจจุบัน PTT Group เป็นผู้ผลิต Base Oil รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

9.4 กำมะถัน (Sulphur)

Tags:

วิกฤตการณ์น้ำมันเป็นบทเรียนที่สำคัญในหลายประเทศ

Posted by admin - January 27th, 2015

น้ำมันเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคชนิดหนึ่งซี่งมีการแข่งขันสูง การเปลี่ยนราคาหรือนโยบายการผลิตและการขายของผู้ค้าน้ำมันรายหนึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดน้ำมัน จึงทำให้ผู้ค้าน้ำมันต้องปรับราคาให้สามารถแข่งขันกันได้ ดังนั้นราคาน้ำมันที่เหมาะสมเพื่อใช้อ้างอิงจึงควรจะกำหนดมาจากความต้องการและความสามารถในการผลิต ภายใต้กลไกระบบการค้าเสรีของกลุ่มตลาดซื้อขายน้ำมันที่อยู่ใกล้เคียงกัน คล้ายกับสินค้าทางการเกษตร สำหรับศูนย์กลางการซื้อขายน้ำมันของโลกกระจายอยู่ใน 3 ภูมิภาค ก็คือ อเมริกา ยุโรป และเอเชีย โดยที่ตลาดกลางการซื้อขายน้ำมันของภูมิภาคเอเชียตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ เนื่องจากเป็นประเทศส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ประเทศไทยอยู่ในภูมิภาคเอเชียและตั้งอยู่ใกล้กับประเทศสิงคโปร์ จึงเลือกที่จะอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ ซึ่งสะท้อนระดับราคาที่สมดุลกับกลไกระบบการค้าเสรีของตลาดในภูมิภาคนี้

นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์น้ำมันเมื่อปี พ.ศ. 2516 หลายๆประเทศได้ให้ความสำคัญกับแนวคิดเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับบางประเทศถือว่าเป็นประเด็นปัญหาในช่วงสั้นๆที่เกิดวิกฤตเท่านั้น แต่สำหรับบางประเทศกลายเป็นปัญหาในการจัดการพลังงานให้เป็นไปอย่างยั่งยืน ในปัจจุบันไม่ใช่ประเทศผู้นำเข้าพลังงานเพียงฝ่ายเดียวที่จะต้องคำนึงถึงการจัดหาพลังงานเพื่อความมั่นคงเท่านั้น แม้แต่ประเทศผู้ส่งออกพลังงานหลายๆประเทศก็เริ่มห่วงใยถึงอนาคตว่า สักวันหนึ่งประเทศของตนอาจกลายเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานก็ได้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องมีความร่วมมือทั้งจากภาครัฐบาลและเอกชนในระดับประเทศ รวมไปถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในระดับภูมิภาคเพื่อช่วยเหลือและเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานซึ่งกันและกัน

ประเทศไทยอยู่ในสถานะเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงาน ดังนั้นความมั่นคงด้านพลังงานจึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ การเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันและวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันเป็นบทเรียนที่สำคัญที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาพลังงานของประเทศให้เป็นไปอย่างยั่งยืน มาตรการในการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการปรับเปลี่ยนพลังงานโดยลดการใช้น้ำมันลงและเปลี่ยนมาใช้ก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น จะมีส่วนช่วยเสริมการแก้ไขปัญหาการพัฒนาพลังงานของประเทศให้เป็นไปอย่างยั่งยืนได้มาก การพึ่งพาพลังงานต้องให้ความสำคัญกับการกระจายชนิดและแหล่งของพลังงาน เพราะการพึ่งพาพลังงานชนิดเดียวมากเกินไปจะก่อให้เกิดความเสี่ยง โดยเฉพาะเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า ถ่านหินเป็นทางเลือกเชื้อเพลิงอีกชนิดหนึ่งที่มีปริมาณสำรองมาก มีความมั่นคง ราคาต่ำและมีเสถียรภาพมากกว่าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

Tags:

เทคโนโลยีสุดล้ำที่จะมาช่วยอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซให้ประสบความสำเร็จ

Posted by admin - December 8th, 2014

ประเทศไทยมีการจำกัดการผลิตและสำรองน้ำมันภายในประเทศ ดังนั้นการนำเข้าน้ำมันจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการบริโภคน้ำมันภายในประเทศ แม้ว่าประเทศไทยจะมีการสำรองก๊าซธรรมชาติเป็นจำนวนมาก แต่การผลิตก๊าซธรรมชาติได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในไม่กี่ปีที่ผ่านมา อีกทั้งการผลิตน้ำมันของไทยถึงจะมีปริมาณที่เพิ่มขึ้นแต่ก็ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าการบริโภค โดยที่ 80% ของการผลิตน้ำมันของประเทศมาจากแถบอ่าวไทย

เพื่อตอบสนองต่อความต้องการนี้ อุตสาหกรรมน้ำมันจะต้องใช้ท่อลำเลียงน้ำมันมูลค่าหลายล้านล้านดอลล่าร์มาเป็นส่วนประกอบของโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นความท้าทายที่อุตสาหกรรมจะต้องเอาชนะต่ออุปสรรคทั้งหลายที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขาดแคลนแรงงานมีฝีมือ สภาพแวดล้อมของภูมิประเทศไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงด้านรูปแบบของธุรกิจ และนี่คือ 4 เทคโนโลยีสุดล้ำที่จะมาช่วยอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซให้ประสบความสำเร็จด้วยการเปลี่ยนรูปแบบการวางแผนโครงสร้างเงินทุน การออกแบบ การสร้างและการจัดการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

1.เรียลลิตี้คอมพิวติ้ง – ด้วยเรียลลิตี้แคปเจอร์ผสมกับสภาพแวดล้อมจริง เทคโนโลยีได้ลดช่องว่างระหว่างความเป็นจริงและโลกดิจิตอลให้ใกล้กันยิ่งขึ้น สองกุญแจสำคัญของเรียลคอมพิวติ้ง คือ เรียลลิตี้แคปเจอร์และการเพิ่มความแม่นยำของสภาพแวดล้อมแบบดิจิตอล โดยอย่างแรก เรียลลิตี้แคปเจอร์ เป็นกระบวนการใช้ภาพถ่ายดิจิตอล LIDAR เลเซอร์สแกนและดาต้าเซ็ทแคปเจอร์อื่นๆ ที่จะสะท้อนให้เห็นภาพของสภาพแวดล้อมจริง เพื่อช่วยสร้างโปรเจคโมเดล 3 มิติ ซึ่งเป็นการเปิดประตูไปสู่การสร้างแบบจำลองบนความเป็นจริงด้วยการจับภาพที่แม่นยำจากสิ่งที่มีอยู่ อีกอย่างคือ ความก้าวหน้าในด้านความแม่นยำของสิ่งแวดล้อมดิจิตอล คอมพิวเตอร์อินเตอร์เฟซจะมีความสามารถในการจำลองภาพที่เหนือกว่า ซึ่งจะช่วยเร่งผลผลิต ปรับปรุงการสื่อสารในโครงการขนาดใหญ่และช่วยเร่งกระบวนการเรียนรู้ให้แก่พนักงานใหม่ และช่วยให้การตัดสินใจต่อปัญหาต่างๆ เป็นไปด้วยความมั่นใจ

2.คลาวด์คอมพิวติ้ง – คลาวด์จะมาทดแทนความสามารถที่จำกัดของเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยการนำอำนาจอันไม่มีที่สิ้นสุดของระบบไปสู่ทุกคนได้ตามต้องการแบบเรียลไทม์ ในทุกสถานที่และทุกๆ ดีไวซ์ ปัจจุบันอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซได้มีขนาดใหญ่ขึ้นและซับซ้อนมากขึ้น ในขณะเดียวกันความท้าทายทางธุรกิจและการออกแบบก็ได้เพิ่มความยากซับซ้อนตามมาเช่นกัน เพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่บานปลายในโปรเจคด้วยการปรับปรุงกระบวนการ Front End Loading โดยจะช่วยลดต้นทุนผ่านการออกแบบที่มีประสิทธืภาพมากกว่าเดิม ซึ่งทั้งสองวิธีนี้จะช่วยส่งเสริมและผลักดันให้อุตสาหกรรมประสบความสำเร็จ

3.การผลิตแบบดิจิตอล
– การพิมพ์ 3 มิติ การลดการผลิตด้วยการควบคุมเชิงตัวเลขโดยคอมพิวเตอร์ (CNC-based subtractive fabrication) การจำลองแบบ FDM สำหรับเทอร์โมพลาสติกและเทคโนโลยีอื่นๆ ที่จะช่วยลดขั้นตอนการในการเปลี่ยนแบบจำลองชิ้นส่วนสำหรับสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานน้ำมันและก๊าซบนคอมพิวเตอร์หลากหลายขั้นตอนไปเป็นแค่ขั้นตอนเดียว การผลิตสมัยใหม่นั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากการผลิตแบบแมส โดยทั่วไปแล้วการผลิตสินค้าที่มีความซับซ้อนและมีความเป็นเอกลักษณ์จะหมายถึงราคาสูงที่ตามมาด้วย ซึ่งเป็นการลงทุนที่สูงเกินไปหากผลิตสินค้าที่สามารถขายได้ในระยะสั้นเมื่อเทียบกับสินค้าที่ผลิตด้วยวัสดุตามมาตรฐานทั่วไป แต่เทคโนโลยีการผลิตและกระบวนการแบบดิจิตอลจะนำเราไปสู่จุดเปลี่ยนของกระบวนทัศน์ที่เราเชื่อกันมานาน จะเป็นอย่างไรหากเราสามารถพิมพ์ส่วนประกอบโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซเพื่อเปลี่ยนการดำเนินการก่อสร้าง หรือเปลี่ยนมาตรฐานเดิมๆ ของอุตสาหกรรมมาใช้ส่วนประกอบที่ดีที่สุด เหมาะกับแต่ละงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หรือหากเราสามารถพิมพ์วาล์วซีลของแท่นขุดเจาะน้ำมันออกมาเป็นอะไหล่ได้เอง

4.โซเชียลและโมบายคอมพิวติ้ง – ระบบดิจิตอลได้ช่วยลดช่องว่างระหว่างบุคคล นำมาซึ่งหนทางใหม่ในการร่วมมือท่ามกลางภารกิจอันซับซ้อน และช่องทางใหม่ในการเข้าถึงผู้คนที่มีความสามารถได้อย่างง่ายดาย ทั้งเทคโนโลยีจากโซเชียลมีเดียและอุปกรณ์เคลื่อนที่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อนในการค้นหาบุคลาการที่มีความสามารถได้ แม้ว่าปัญหาด้านแรงงานฝีมือจะยังสร้างความท้าทายต่ออุตสาหกรรมโครงการขยายท่อลำเลียงน้ำมันอย่างต่อเนื่อง แต่เทรนดิจิตอลเหล่านี้จะช่วยในการค้นหาฐานข้อมูลผู้มีความรู้ความสามารถจากทั่วโลก แทนที่จะจำกัดอยู่เพียงแค่พื้นที่ที่ใกล้กับบริษัทเท่านั้น

Tags: ,

การใช้น้ำมันหอมระเหยเพื่อใช้เป็นสารแต่งกลิ่นในอุตสาหกรรมอาหาร

Posted by admin - November 24th, 2014

การใช้น้ำมันหอมระเหยเพื่อใช้เป็นสารแต่งกลิ่นในอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมยา ส่วนผสมเพื่อแต่งกลิ่นในสินค้าอุปโภค เช่น ขนมขบเคี้ยว ยาสีฟัน สบู่ แชมพู ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม เป็นต้น รวมทั้งอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง(น้ำหอม และสิ่งปรุงแต่งสำหรับผม) ความต้องการใช้น้ำมันหอมระเหยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอันเป็นผลมาจากผู้บริโภคเริ่มหันมาสนใจสินค้าประเภทตกแต่งกลิ่นจากสารสกัดจากธรรมชาติมากขึ้นกว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารตกแต่งกลิ่นสังเคราะห์โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยาและเครื่องสำอาง และมีการใช้น้ำมันหอมระเหยในหลากหลายผลิตภัณฑ์มากขึ้น และผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้น้ำมันหอมระเหยเป็นส่วนประกอบมีแนวโน้มเติบโตอย่างน่าจับตามอง แม้ว่าในปัจจุบันไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันหอมระเหยและผลิตภัณฑ์ แต่การขยายตัวของการส่งออกน้ำมันหอมระเหยและผลิตภัณฑ์ของไทยในช่วงระยะ 5 ปีที่ผ่านมานี้อยู่ในเกณฑ์สูง เนื่องจากตลาดน้ำมันหอมระเหยและผลิตภัณฑ์เป็นตลาดเฉพาะ นับว่ายังเป็นโอกาสของไทยในการเจาะโลก และผลักดันให้น้ำมันหอมระเหยของไทยเป็นที่รู้จักและยอมรับมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันน้ำมันหอมระเหยได้จากการสกัด/สังเคราะห์จากพืชหรือสัตว์ ซึ่งในปัจจุบันมีการสกัดน้ำมันหอมระเหยประมาณ 3,000 ชนิด อย่างไรก็ตามมีน้ำมันหอมระเหยเพียง 200-300 ชนิดเท่านั้นที่มีการค้ากันอย่างกว้างขวางในตลาดโลก โดยน้ำมันหอมระเหยที่มีการผลิตและการค้าในตลาดโลกนั้นร้อยละ 50 ผลิตมาจากพืชที่มีการปลูกในเชิงพาณิชย์ ส่วนที่เหลือเป็นผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมและเก็บจากพืชพรรณป่า โดยน้ำมันหอมระเหยที่มีการผลิตและการค้ากันอย่างกว้างขวางในตลาดโลก 10 ประเภทแรกนั้น (น้ำมันหอมระเหยจากพืชตระกูลส้ม, Cornmint, ยูคาลิปตัส, Peppermint, เลมอน, ไม้ซีดาร์ ฯลฯ) ครองส่วนแบ่งตลาดถึงร้อยละ 80 ของมูลค่าการค้าทั้งหมด ส่วนตลาดอีกร้อยละ 20 นั้นเป็นน้ำมันหอมระเหยอีกประมาณ 150 ชนิด ประเภทของน้ำมันหอมระเหยที่มีบทบาทสำคัญในการค้าในตลาดโลกที่น่าสนใจ คือ น้ำมันหอมระเหยจากพืชตระกูลส้มโดยมีการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหยประเภทนี้กันอย่างมากในสหรัฐฯ บราซิล และเม็กซิโก ส่วนน้ำมันหอมระเหยที่มีความสำคัญรองลงมาคือ มินต์(Mint) ซึ่งน้ำมันมินต์ที่นิยมในตลาดโลกมีอยู่ 3 ชนิด คือ Peppermint, Spearmint, Cornmint ซึ่งมินต์สองชนิดแรกมีการผลิตมากในสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม Peppermint มีการใช้กันอย่างกว้างขวางมากกว่า ส่วน Cornmint นั้นมีการผลิตมากในจีน อินเดีย และประเทศแถบอเมริกาใต้ น้ำมันหอมระเหยกลิ่นมะนาว มีการใช้มากในอุตสาหกรรมสบู่ มีการผลิตมากในจีน อินเดีย และประเทศแถบอเมริกาใต้ เนื่องจากประเทศในแถบนี้มีค่าแรงอยู่ในเกณฑ์ต่ำ และน้ำมันยูคาลิปตัสมีการผลิตมากในออสเตรเลีย บราซิล จีน และประเทศในแถบแอฟริกาใต้ และน้ำมันไม้ซีดาร์ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในตลาดในประเทศแถบอเมริกาเหนือ เนื่องจากเป็นผลพลอยได้ของอุตสาหกรรมไม้ อย่างไรก็ตามอินโดนีเซียก็มีการผลิตน้ำมันประเภทนี้มากเช่นกัน

« Previous Entries