วิกฤตการณ์น้ำมันเป็นบทเรียนที่สำคัญในหลายประเทศ

Posted by admin - January 27th, 2015

น้ำมันเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคชนิดหนึ่งซี่งมีการแข่งขันสูง การเปลี่ยนราคาหรือนโยบายการผลิตและการขายของผู้ค้าน้ำมันรายหนึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดน้ำมัน จึงทำให้ผู้ค้าน้ำมันต้องปรับราคาให้สามารถแข่งขันกันได้ ดังนั้นราคาน้ำมันที่เหมาะสมเพื่อใช้อ้างอิงจึงควรจะกำหนดมาจากความต้องการและความสามารถในการผลิต ภายใต้กลไกระบบการค้าเสรีของกลุ่มตลาดซื้อขายน้ำมันที่อยู่ใกล้เคียงกัน คล้ายกับสินค้าทางการเกษตร สำหรับศูนย์กลางการซื้อขายน้ำมันของโลกกระจายอยู่ใน 3 ภูมิภาค ก็คือ อเมริกา ยุโรป และเอเชีย โดยที่ตลาดกลางการซื้อขายน้ำมันของภูมิภาคเอเชียตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ เนื่องจากเป็นประเทศส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ประเทศไทยอยู่ในภูมิภาคเอเชียและตั้งอยู่ใกล้กับประเทศสิงคโปร์ จึงเลือกที่จะอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ ซึ่งสะท้อนระดับราคาที่สมดุลกับกลไกระบบการค้าเสรีของตลาดในภูมิภาคนี้

นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์น้ำมันเมื่อปี พ.ศ. 2516 หลายๆประเทศได้ให้ความสำคัญกับแนวคิดเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับบางประเทศถือว่าเป็นประเด็นปัญหาในช่วงสั้นๆที่เกิดวิกฤตเท่านั้น แต่สำหรับบางประเทศกลายเป็นปัญหาในการจัดการพลังงานให้เป็นไปอย่างยั่งยืน ในปัจจุบันไม่ใช่ประเทศผู้นำเข้าพลังงานเพียงฝ่ายเดียวที่จะต้องคำนึงถึงการจัดหาพลังงานเพื่อความมั่นคงเท่านั้น แม้แต่ประเทศผู้ส่งออกพลังงานหลายๆประเทศก็เริ่มห่วงใยถึงอนาคตว่า สักวันหนึ่งประเทศของตนอาจกลายเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานก็ได้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องมีความร่วมมือทั้งจากภาครัฐบาลและเอกชนในระดับประเทศ รวมไปถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในระดับภูมิภาคเพื่อช่วยเหลือและเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานซึ่งกันและกัน

ประเทศไทยอยู่ในสถานะเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงาน ดังนั้นความมั่นคงด้านพลังงานจึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ การเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันและวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันเป็นบทเรียนที่สำคัญที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาพลังงานของประเทศให้เป็นไปอย่างยั่งยืน มาตรการในการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการปรับเปลี่ยนพลังงานโดยลดการใช้น้ำมันลงและเปลี่ยนมาใช้ก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น จะมีส่วนช่วยเสริมการแก้ไขปัญหาการพัฒนาพลังงานของประเทศให้เป็นไปอย่างยั่งยืนได้มาก การพึ่งพาพลังงานต้องให้ความสำคัญกับการกระจายชนิดและแหล่งของพลังงาน เพราะการพึ่งพาพลังงานชนิดเดียวมากเกินไปจะก่อให้เกิดความเสี่ยง โดยเฉพาะเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า ถ่านหินเป็นทางเลือกเชื้อเพลิงอีกชนิดหนึ่งที่มีปริมาณสำรองมาก มีความมั่นคง ราคาต่ำและมีเสถียรภาพมากกว่าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

Tags:

เทคโนโลยีสุดล้ำที่จะมาช่วยอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซให้ประสบความสำเร็จ

Posted by admin - December 8th, 2014

ประเทศไทยมีการจำกัดการผลิตและสำรองน้ำมันภายในประเทศ ดังนั้นการนำเข้าน้ำมันจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการบริโภคน้ำมันภายในประเทศ แม้ว่าประเทศไทยจะมีการสำรองก๊าซธรรมชาติเป็นจำนวนมาก แต่การผลิตก๊าซธรรมชาติได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในไม่กี่ปีที่ผ่านมา อีกทั้งการผลิตน้ำมันของไทยถึงจะมีปริมาณที่เพิ่มขึ้นแต่ก็ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าการบริโภค โดยที่ 80% ของการผลิตน้ำมันของประเทศมาจากแถบอ่าวไทย

เพื่อตอบสนองต่อความต้องการนี้ อุตสาหกรรมน้ำมันจะต้องใช้ท่อลำเลียงน้ำมันมูลค่าหลายล้านล้านดอลล่าร์มาเป็นส่วนประกอบของโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นความท้าทายที่อุตสาหกรรมจะต้องเอาชนะต่ออุปสรรคทั้งหลายที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขาดแคลนแรงงานมีฝีมือ สภาพแวดล้อมของภูมิประเทศไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงด้านรูปแบบของธุรกิจ และนี่คือ 4 เทคโนโลยีสุดล้ำที่จะมาช่วยอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซให้ประสบความสำเร็จด้วยการเปลี่ยนรูปแบบการวางแผนโครงสร้างเงินทุน การออกแบบ การสร้างและการจัดการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

1.เรียลลิตี้คอมพิวติ้ง – ด้วยเรียลลิตี้แคปเจอร์ผสมกับสภาพแวดล้อมจริง เทคโนโลยีได้ลดช่องว่างระหว่างความเป็นจริงและโลกดิจิตอลให้ใกล้กันยิ่งขึ้น สองกุญแจสำคัญของเรียลคอมพิวติ้ง คือ เรียลลิตี้แคปเจอร์และการเพิ่มความแม่นยำของสภาพแวดล้อมแบบดิจิตอล โดยอย่างแรก เรียลลิตี้แคปเจอร์ เป็นกระบวนการใช้ภาพถ่ายดิจิตอล LIDAR เลเซอร์สแกนและดาต้าเซ็ทแคปเจอร์อื่นๆ ที่จะสะท้อนให้เห็นภาพของสภาพแวดล้อมจริง เพื่อช่วยสร้างโปรเจคโมเดล 3 มิติ ซึ่งเป็นการเปิดประตูไปสู่การสร้างแบบจำลองบนความเป็นจริงด้วยการจับภาพที่แม่นยำจากสิ่งที่มีอยู่ อีกอย่างคือ ความก้าวหน้าในด้านความแม่นยำของสิ่งแวดล้อมดิจิตอล คอมพิวเตอร์อินเตอร์เฟซจะมีความสามารถในการจำลองภาพที่เหนือกว่า ซึ่งจะช่วยเร่งผลผลิต ปรับปรุงการสื่อสารในโครงการขนาดใหญ่และช่วยเร่งกระบวนการเรียนรู้ให้แก่พนักงานใหม่ และช่วยให้การตัดสินใจต่อปัญหาต่างๆ เป็นไปด้วยความมั่นใจ

2.คลาวด์คอมพิวติ้ง – คลาวด์จะมาทดแทนความสามารถที่จำกัดของเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยการนำอำนาจอันไม่มีที่สิ้นสุดของระบบไปสู่ทุกคนได้ตามต้องการแบบเรียลไทม์ ในทุกสถานที่และทุกๆ ดีไวซ์ ปัจจุบันอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซได้มีขนาดใหญ่ขึ้นและซับซ้อนมากขึ้น ในขณะเดียวกันความท้าทายทางธุรกิจและการออกแบบก็ได้เพิ่มความยากซับซ้อนตามมาเช่นกัน เพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่บานปลายในโปรเจคด้วยการปรับปรุงกระบวนการ Front End Loading โดยจะช่วยลดต้นทุนผ่านการออกแบบที่มีประสิทธืภาพมากกว่าเดิม ซึ่งทั้งสองวิธีนี้จะช่วยส่งเสริมและผลักดันให้อุตสาหกรรมประสบความสำเร็จ

3.การผลิตแบบดิจิตอล
– การพิมพ์ 3 มิติ การลดการผลิตด้วยการควบคุมเชิงตัวเลขโดยคอมพิวเตอร์ (CNC-based subtractive fabrication) การจำลองแบบ FDM สำหรับเทอร์โมพลาสติกและเทคโนโลยีอื่นๆ ที่จะช่วยลดขั้นตอนการในการเปลี่ยนแบบจำลองชิ้นส่วนสำหรับสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานน้ำมันและก๊าซบนคอมพิวเตอร์หลากหลายขั้นตอนไปเป็นแค่ขั้นตอนเดียว การผลิตสมัยใหม่นั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากการผลิตแบบแมส โดยทั่วไปแล้วการผลิตสินค้าที่มีความซับซ้อนและมีความเป็นเอกลักษณ์จะหมายถึงราคาสูงที่ตามมาด้วย ซึ่งเป็นการลงทุนที่สูงเกินไปหากผลิตสินค้าที่สามารถขายได้ในระยะสั้นเมื่อเทียบกับสินค้าที่ผลิตด้วยวัสดุตามมาตรฐานทั่วไป แต่เทคโนโลยีการผลิตและกระบวนการแบบดิจิตอลจะนำเราไปสู่จุดเปลี่ยนของกระบวนทัศน์ที่เราเชื่อกันมานาน จะเป็นอย่างไรหากเราสามารถพิมพ์ส่วนประกอบโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซเพื่อเปลี่ยนการดำเนินการก่อสร้าง หรือเปลี่ยนมาตรฐานเดิมๆ ของอุตสาหกรรมมาใช้ส่วนประกอบที่ดีที่สุด เหมาะกับแต่ละงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หรือหากเราสามารถพิมพ์วาล์วซีลของแท่นขุดเจาะน้ำมันออกมาเป็นอะไหล่ได้เอง

4.โซเชียลและโมบายคอมพิวติ้ง – ระบบดิจิตอลได้ช่วยลดช่องว่างระหว่างบุคคล นำมาซึ่งหนทางใหม่ในการร่วมมือท่ามกลางภารกิจอันซับซ้อน และช่องทางใหม่ในการเข้าถึงผู้คนที่มีความสามารถได้อย่างง่ายดาย ทั้งเทคโนโลยีจากโซเชียลมีเดียและอุปกรณ์เคลื่อนที่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อนในการค้นหาบุคลาการที่มีความสามารถได้ แม้ว่าปัญหาด้านแรงงานฝีมือจะยังสร้างความท้าทายต่ออุตสาหกรรมโครงการขยายท่อลำเลียงน้ำมันอย่างต่อเนื่อง แต่เทรนดิจิตอลเหล่านี้จะช่วยในการค้นหาฐานข้อมูลผู้มีความรู้ความสามารถจากทั่วโลก แทนที่จะจำกัดอยู่เพียงแค่พื้นที่ที่ใกล้กับบริษัทเท่านั้น

Tags: ,

การใช้น้ำมันหอมระเหยเพื่อใช้เป็นสารแต่งกลิ่นในอุตสาหกรรมอาหาร

Posted by admin - November 24th, 2014

การใช้น้ำมันหอมระเหยเพื่อใช้เป็นสารแต่งกลิ่นในอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมยา ส่วนผสมเพื่อแต่งกลิ่นในสินค้าอุปโภค เช่น ขนมขบเคี้ยว ยาสีฟัน สบู่ แชมพู ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม เป็นต้น รวมทั้งอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง(น้ำหอม และสิ่งปรุงแต่งสำหรับผม) ความต้องการใช้น้ำมันหอมระเหยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอันเป็นผลมาจากผู้บริโภคเริ่มหันมาสนใจสินค้าประเภทตกแต่งกลิ่นจากสารสกัดจากธรรมชาติมากขึ้นกว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารตกแต่งกลิ่นสังเคราะห์โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยาและเครื่องสำอาง และมีการใช้น้ำมันหอมระเหยในหลากหลายผลิตภัณฑ์มากขึ้น และผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้น้ำมันหอมระเหยเป็นส่วนประกอบมีแนวโน้มเติบโตอย่างน่าจับตามอง แม้ว่าในปัจจุบันไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันหอมระเหยและผลิตภัณฑ์ แต่การขยายตัวของการส่งออกน้ำมันหอมระเหยและผลิตภัณฑ์ของไทยในช่วงระยะ 5 ปีที่ผ่านมานี้อยู่ในเกณฑ์สูง เนื่องจากตลาดน้ำมันหอมระเหยและผลิตภัณฑ์เป็นตลาดเฉพาะ นับว่ายังเป็นโอกาสของไทยในการเจาะโลก และผลักดันให้น้ำมันหอมระเหยของไทยเป็นที่รู้จักและยอมรับมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันน้ำมันหอมระเหยได้จากการสกัด/สังเคราะห์จากพืชหรือสัตว์ ซึ่งในปัจจุบันมีการสกัดน้ำมันหอมระเหยประมาณ 3,000 ชนิด อย่างไรก็ตามมีน้ำมันหอมระเหยเพียง 200-300 ชนิดเท่านั้นที่มีการค้ากันอย่างกว้างขวางในตลาดโลก โดยน้ำมันหอมระเหยที่มีการผลิตและการค้าในตลาดโลกนั้นร้อยละ 50 ผลิตมาจากพืชที่มีการปลูกในเชิงพาณิชย์ ส่วนที่เหลือเป็นผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมและเก็บจากพืชพรรณป่า โดยน้ำมันหอมระเหยที่มีการผลิตและการค้ากันอย่างกว้างขวางในตลาดโลก 10 ประเภทแรกนั้น (น้ำมันหอมระเหยจากพืชตระกูลส้ม, Cornmint, ยูคาลิปตัส, Peppermint, เลมอน, ไม้ซีดาร์ ฯลฯ) ครองส่วนแบ่งตลาดถึงร้อยละ 80 ของมูลค่าการค้าทั้งหมด ส่วนตลาดอีกร้อยละ 20 นั้นเป็นน้ำมันหอมระเหยอีกประมาณ 150 ชนิด ประเภทของน้ำมันหอมระเหยที่มีบทบาทสำคัญในการค้าในตลาดโลกที่น่าสนใจ คือ น้ำมันหอมระเหยจากพืชตระกูลส้มโดยมีการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหยประเภทนี้กันอย่างมากในสหรัฐฯ บราซิล และเม็กซิโก ส่วนน้ำมันหอมระเหยที่มีความสำคัญรองลงมาคือ มินต์(Mint) ซึ่งน้ำมันมินต์ที่นิยมในตลาดโลกมีอยู่ 3 ชนิด คือ Peppermint, Spearmint, Cornmint ซึ่งมินต์สองชนิดแรกมีการผลิตมากในสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม Peppermint มีการใช้กันอย่างกว้างขวางมากกว่า ส่วน Cornmint นั้นมีการผลิตมากในจีน อินเดีย และประเทศแถบอเมริกาใต้ น้ำมันหอมระเหยกลิ่นมะนาว มีการใช้มากในอุตสาหกรรมสบู่ มีการผลิตมากในจีน อินเดีย และประเทศแถบอเมริกาใต้ เนื่องจากประเทศในแถบนี้มีค่าแรงอยู่ในเกณฑ์ต่ำ และน้ำมันยูคาลิปตัสมีการผลิตมากในออสเตรเลีย บราซิล จีน และประเทศในแถบแอฟริกาใต้ และน้ำมันไม้ซีดาร์ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในตลาดในประเทศแถบอเมริกาเหนือ เนื่องจากเป็นผลพลอยได้ของอุตสาหกรรมไม้ อย่างไรก็ตามอินโดนีเซียก็มีการผลิตน้ำมันประเภทนี้มากเช่นกัน

การทำธุรกิจอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มเพื่อช่วยเกษตรกรในการเพิ่มคุณภาพ

Posted by admin - October 27th, 2014

ประเทศมาเลเซียมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันราวร้อยละ 1.7 เมื่อเทียบกับพื้นที่ปลูกพืชเมล็ดน้ำมัน (oilseed) ทั่วโลกกว่า 254 ล้านเฮกเตอร์ทั่วโลก แต่สามารถสร้างผลผลิตได้ราวร้อยละ 14 ของผลผลิตน้ำมันจากพืชทั่วโลก แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศมาเลเซียในการพัฒนาการเกษตรให้ได้ผลิตผลต่อไร่สูง นอกจากนี้ มาเลเซียซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ลำดับที่ 2 ของโลก ยังมีสองบริษัทยักษ์ใหญ่ที่อยู่ในธุรกิจปาล์มน้ำมัน ได้แก่ Sime Darby และ FELDA ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านปาล์มที่ใหญ่ที่สุดสองรายแรกของโลกด้วย

ความน่าสนใจของ FELDA คือการสร้างแหล่งปลูกปาล์มโดยที่เกษตรกรมีส่วนร่วมอย่างมาก FELDA เป็นของรัฐบาล และแรกเริ่มจัดตั้งในช่วงทศวรรษ 1960 โดยมีรูปแบบการดำเนินงานเป็นการจัดสรรเนื้อที่ทำกินให้แก่เกษตรกรที่มีรายได้น้อยและอาศัยอยู่ในชนบท จะได้มีเนื้อที่ปลูกปาล์มน้ำมัน หรือพืชยางพารา (ใช้เนื้อที่ราวร้อยละ 80 สำหรับปลูกปาล์มน้ำมัน และร้อยละ 10 สำหรับปลูกพืชยางพารา) โดยเกษตรกรราว 400 – 450 ครอบครัว จะได้รับการจัดสรรให้อยู่ในแหล่งทำกินหนึ่งๆ (estate) โดยแต่ละครอบครัว จะได้รับเนื้อที่ราว 25 – 35 ไร่ เพื่อใช้เป็นพื้นที่เพาะปลูก และได้รับเนื้อที่ราว 1.5 ไร่เพื่อใช้อยู่อาศัย ซึ่งบ้านได้ถูกสร้างโดย FELDA ไว้แล้ว โดยชุมชนที่อยู่อาศัย ได้มีการจัดวางระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ระบบชลประทาน รวมถึงโรงเรียนและโรงพยาบาลไว้พร้อม ส่วนการดำเนินงานของชุมชนนั้น อยู่ในรูปแบบของสหกรณ์ที่มีเกษตรกรมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ และเกษตรกรสามารถเป็นเจ้าของที่ดินได้เมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่ง โดยต้นทุนในการพัฒนาที่ดินและแปลงการเกษตรราวกึ่งหนึ่ง จะถูกจัดเก็บจากเกษตรกรเป็นระยะเวลา 15 ปีนับตั้งแต่จัดตั้ง

FELDA สนับสนุนให้เกษตรกรทำการเพาะปลูก และรับซื้อผลผลิตทั้งหมดไปแปรรูปในโรงงานของ FELDAเพื่อสกัดทำน้ำมันปาล์ม หรือผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มอื่นๆ ด้วย โดยการรับซื้อผลผลิตดังกล่าวสร้างกระแสรายได้ที่ต่อเนื่องให้แก่เกษตรกร นอกจากนี้ FELDA ยังให้การสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อช่วยเกษตรกรในการเพิ่มคุณภาพของผลผลิต  และมีการใช้เครื่องมือทางการเกษตรต่างๆ เพื่อเพิ่มผลผลิต โดยเครื่องมือต่างๆ สามารถหาซื้อและใช้ร่วมกันในแหล่งทำกินได้ เนื่องจากแปลงเพาะปลูกมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะลงทุนในการซื้อเครื่องมือทางการเกษตรต่างๆ ทำให้แปลงเพาะปลูกของ FELDA สามารถสร้างผลิตผลปาล์มต่อไร่ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงได้การจัดรูปแบบการทำการเกษตรของ FELDA มีความแตกต่างจากการเกษตรในประเทศไทย ซึ่งเกษตรกรอาจไม่ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่พอ เพื่อลงทุนด้านเครื่องจักรกล และพัฒนาองค์ความรู้ด้านการเกษตรร่วมกัน ทำให้ผลิตผลปาล์มน้ำมันเฉลี่ยของ FELDA อยู่ในระดับที่สูงกว่าประเทศไทยราว 11% ในปี 2011 โดยผลผลิตไทยอยู่ที่ 2,876 กิโลกรัมต่อไร่ ในขณะที่ FELDA สามารถสร้างผลผลิตได้ที่ 3,184 กิโลกรัมต่อไร่

ทิศทางการส่งออกน้ำมันและก๊าซจากไทยไปต่างประเทศ

Posted by admin - August 29th, 2014

ประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่มีความต้องการในการนำเข้าและส่งออกผลิตภัณฑ์ประเภทของน้ำมันและผลิตภัณฑ์ที่มาจากการแปรรูปน้ำมันดิบ ดังนั้นจึงมีบริษัทธุรกิจการค้าต่างประเทศเกิดขึ้นมากมาย เช่น บริษัท ปตท. จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ ที่มีการลุงทุนในโรงกลั่นของประเทศไทย ที่สร้างความมั่นคงและรักษาสมดุลทางพลังงาน เช่น การนำเข้าก๊าซ LPG ส่วนที่เกินจากกำลังการผลิตภายในประเทศเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้ในอุตสาหกรรม เป็นต้น ทั้งนี้ยังส่งออกน้ำมันก๊าซที่เกินจากความต้องการใช้ภายในประเทศ โดยต้องมีการติดตามอยู่เสมอ ในด้านภาคธุรกิจเองจำเป็นต้องกำหนดกลยุทธ์ในการบริหารความเสี่ยงราคาท่ามกลางสภาวะตลาดน้ำมันที่มีผันผวนสูง เพื่อผลักดันให้การส่งออกมีมูลค่าสูงสุด นอกจากนี้เพื่อเป็นการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ ฝ่ายการค้าน้ำมันสำเร็จรูป ยังแสวงหาโอกาสในการเป็นตัวกลางในการทำการค้ากับตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างรายได้เงินตราต่างประเทศ ยังเป็นการเพิ่มประสบการณ์ ความชำนาญ เพื่อก้าวไปสู่ตลาดสากลในอนาคต ปัจจุบันนี้จึงมีเครือข่ายและพันธมิตรการค้าอยู่หลายภูมิภาคทั่วโลก

อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของไทยจะมีการขยายตัวเรื่อยๆในอนาคต โดยมีปัจจัยหลายๆด้านเป็นตัวสนับสนุน แต่อย่างไรก็ตามประเทศยังต้องอาศัยการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศถึงแม้ว่าไทยจะมีตลาดน้ำมันที่แข็งแกร่งก็ตาม นอกจากนี้นักวิชาการยังยืนยันว่าไทยจะมีศักยภาพมากขึ้น เนื่องจากมีการสร้างโรงกลั่นมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่ๆในภาคอุตสาหกรรมน้ำมันยังมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ประกอบด้วยเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้า ซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับด้านการผลิตโดยเฉพาะ รวมทั้งไทยยังมีเครือข่ายกับผู้นำด้านอุตสาหกรรมในต่างประเทศ ทำให้ไทยมีความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาและปัญหาต่างๆได้อย่างดี

นอกจากนี้คนในประเทศเองต้องตะหนักถึงความสำคัญในการใช้พลังงาน ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ถือเป็นสิ่งมีค่าของเราทุกคน อีกทั้งความต้องการพลังงานมีอัตราเพิ่มขึ้นในทุกๆปี ในขณะที่พลังงานมีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้นไม่แม้แต่ภาคธุรกิจเท่านั้นที่ต้องใช้พลังงานให้คุ้มค่า ทางด้านผู้บริโภคเองก็ต้องตระหนักว่าจะทำอย่างไรถึงจะเป็นการช่วยประหยัดพลังงานของชาติให้เพียงพอต่อความต้องการ นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในการทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้นอีกด้วย

Tags:

ความสำคัญและการแข่งขันของธุรกิจอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของไทยในปัจจุบัน

Posted by admin - July 30th, 2014

4

จากการเปิดเผยผลการประเมินตำแหน่งตลาดสินค้าเกษตร 4 ชนิดของไทยภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอา เซียน (AEC) ของศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งพบว่าภายใน 5 ปีนับจากปี 2553 จนถึงปี 2558 สินค้าเกษตรของไทยที่จะสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดในอาเซียนประกอบด้วยข้าว กาแฟ และน้ำมันปาล์ม ส่วนมันสำปะหลังไทยจะมีส่วนแบ่งการตลาดสูงขึ้นสินค้าเกษตรที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ น้ำมันปาล์ม เนื่องจากต้นทุนการผลิตต่อไร่ของไทยสูงกว่ามาเลเซียถึง 4 เท่า ราคาจำหน่ายผลปาล์มและน้ำมันปาล์มดิบของไทยสูงกว่ามาเลเซียและอินโดนีเซียมาก แต่ผลผลิตปาล์มของไทยกลับมีคุณภาพต่ำกว่า เพราะสามารถสกัดเป็นน้ำมันได้น้อยกว่า

ในความเป็นจริง การขาดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่นักวิชาการได้สะท้อนปัญหานี้มาเป็นเวลานานแล้ว งานวิจัยของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจึงเป็นการย้ำเตือนถึงปัญหานี้และนำเสนอหลักฐานในเชิงประจักษ์ที่สะท้อนความรุนแรงของปัญหานี้

ผมเองได้เขียนหนังสือ ‘เศรษฐกิจกระแสกลาง: ทิศทางเศรษฐกิจไทยในอนาคต’เมื่อปี 2543 หรือกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ระบุว่าอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มเป็นตัวอย่างหนึ่งของอุตสาหกรรมในประเทศไทยที่ขาดความสามารถในการแข่งขัน แต่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยต้องเปิดเสรีมากขึ้นและเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ผมจึงได้ให้ข้อเสนอแนะในภาพรวมว่า สินค้าที่แข่งขันไม่ได้ควรเลิกผลิตไปเลย แต่หากเห็นว่าเป็นสินค้าที่เป็น ‘ปัจจัยอยู่รอด’มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารหรือพลังงานของประเทศและไม่มีสินค้าอื่นที่ทดแทนได้ดีกว่า ก็ควรเร่งพัฒนาในมีความสามารถในการแข่งขัน

แต่ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข รัฐบาลไม่มีทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ชัดเจนในระยะยาว ไม่มีแผนการเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในอนาคต อุตสาหกรรมนี้ได้รับการปกป้องจากรัฐจนขาดการพัฒนาที่รวดเร็วเพียงพอ แตกต่างจากประเทศมาเลเซียที่มีทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจน มีแผนการดำเนินงาน และความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มอย่างเป็นระบบ

น้ำมันปาล์มกลายเป็นสินค้าการเมือง การส่งเสริมอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มในประเทศไทยจึงเป็นไปเพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง โดยเน้นไปในทิศทางการเพิ่มปริมาณการผลิตตามแรงผลักของสถานการณ์ แต่ไม่ใคร่ให้ความสนใจด้านคุณภาพ สังเกตได้จากการส่งเสริมการขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันทั้งโดยตรง และโดยอ้อม เช่น การส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมันเป็นพืชพลังงาน การจำกัดการนำเข้า การกำหนดราคารับซื้อผลปาล์มขั้นต่ำ (floor price) การชดเชยให้ผู้ผลิตจำหน่ายน้ำมันปาล์มในราคาต่ำกว่าความเป็นจริง การอุดหนุนราคาน้ำมันไบโอดีเซล เป็นต้น

Tags:

การพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันในสมัยก่อนจนมาถึงปัจจุบัน

Posted by admin - June 24th, 2014

oil_rig05

ในช่วงแรกๆการจุดไฟให้แสงสว่างจะใช้น้ำมันสัตว์หรือน้ำมันพืชเป็นเชื้อเพลิงจนกระทั่งปี 1839 แซมมวล มาร์ติน คีร์ ซึ่งเป็นเจ้าของเหมืองเกลือใกล้เมืองทาเรนตัม รัฐเพนซินวาเนีย พบว่าน้ำเกลือที่เขาสูบขึ้นมามีน้ำมันข้นๆ ดำๆ ปนขึ้นมาด้วย ทำให้สกปรกเขาจึงนำไปทิ้งลงคลอง เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะนำน้ำมันข้นๆ ดำๆ นั้นไปใช้ประโยชน์อะไรได้ ต่อมามีเด็กคนหนึ่งได้โยนคบเพลิงลงคลองเล่น ปรากฏว่าน้ำมันในคลองติดไฟยาวถึงครึ่งไมล์ ผู้คนจึงรู้น้ำมันที่เขาทิ้งลงคลองเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี และเริ่มนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงกับตะเกียง ถึงแม้ว่าจะมีควันและเหม็น แต่ก็ให้แสงที่สว่างกว่าและฟรีอีกด้วย จึงกล่าวได้ว่าเมืองทาเรนตัมจึงเป็นเมืองแรกในสหรัฐที่ใช้ปิโตรเลียมเป็นเชื้อเพลิงของตะเกียง

ในปี ค.ศ. 1854 แซมมวล มาร์ติน คีร์ จึงเริ่มหาทางขายน้ำมันของเค้า และพยามแก้ปัญหาเรื่องควันและกลิ่นที่เหม็นของน้ำมัน โดยนำน้ำมันดังกล่าวมากลั่นเพื่อที่จะได้น้ำมันสำหรับตะเกียงอย่างดี เขาผลิตน้ำมันสำเร็จรูปที่เรียกว่า คาร์บอนออยล์ แต่น้ำมันที่ได้ยังมีคุณภาพเลว แม้จะนำมากลั่นถึง 2 ครั้งแล้วก็ตาม ในเวลาไล่เลี่ยกันทนายความหนุ่มคนหนึ่งชื่อ บิเซลล์ ได้เก็บตัวอย่างน้ำมันมาจากลำธาร และส่งตัวอย่างน้ำมันไปให้ศาสตราจารย์ที่มหาลัยเยล วิเคราะห์ ผลการวิเคราะห์น้ำมันพบว่าน้ำมันนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ผลิตผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่างในราคาถูกๆ และง่ายดาย แต่กระนั้นการผลิตน้ำมันดิบก็ยังไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรเพราะต้องคอยตักน้ำมันที่ซึมขึ้นมาจากผิวดิน จึงมีผู้คิดหาวิธีการที่จะขุดน้ำมันขึ้นมาจากใต้ดินเพื่อเพิ่มผลผลิต

ในสมัยนั้น นับว่าเป็นความร่ำรวยที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน และปีนี้ถือว่าเป็นปีเริ่มต้นของอุตสาหกรรมน้ำมันอีกอย่างต่อเนื่อง หลังจากนั้นยังมีการค้นพบน้ำมันทางแถบอื่นของอเมริกาด้วย ตัวอย่างเช่น ในปี ค.ศ. 1901 ได้มีการค้นพบที่ต้องบันทึกไว้เป็นประวัติการณ์ กล่าวคือ การขุดน้ำมันที่แหล่งสปินเดิลทอป ในแถบเมืองบิวมองท์ รัฐเท็กซัส น้ำมันจากใต้ดินพุ่งขึ้นมาเป็นลำสูงขึ้นไปกว่า 100 ฟุต เหนือแท่นเจาะและผลิตได้ 70,000-100,000 บาร์เรลต่อวันทันที อย่างไรก็ตามเมื่อบ่อน้ำมันเริ่มเกิดขึ้น ก็ทำให้โรงกลั่นน้ำมันที่มีอยู่เดิมไม่เพียงพอ จำเป็นต้องสร้างโรงกลั่นน้ำมันขึ้นอีกหลายโรง โรงกลั่นที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบสร้างขึ้นเป็นแห่งแรกในปี ค.ศ. 1860 ที่ทิทูสวิลล์ แต่ก็ผลิตผลิตภัณฑ์ทั้งหมดได้ไม่ถึง 50% ของน้ำมันดิบที่ป้อนเข้าโรงกลั่น ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่ได้เป็นน้ำมันตะเกียงและน้ำมันหล่อลื่น ส่วนผลพลอยได้อื่นๆจากการกลั่นน้ำมันดิบ คนสมัยนั้นยังไม่รู้ว่าจะนำมาทำประโยชน์อะไรได้จึงต้องเผาทิ้งไป นับว่าน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

Tags:

การดำเนินธุรกิจผลิตน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เป็นธุรกิจที่ดีเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ

Posted by admin - May 21st, 2014

ก๊าซธรรมชาติเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยเกิดจากการสะสมและทับถมของซากสิ่งมีชีวิตตามชั้นหิน ดิน และในทะเลหลายร้อยล้านปี ระหว่างนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติซึ่งมีสาเหตุมาจากความร้อนและความกดดันของผิวโลก จนซากสัตว์และซากพืชหรือฟอสซิลนั้นกลายเป็นน้ามันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ที่เรานามาใช้ประโยชน์ได้ในที่สุด เราจึงเรียกเชื้อเพลิงประเภทน้ามัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ว่า เชื้อเพลิงฟอสซิล ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงที่ให้ทั้งความร้อนและแสงสว่าง ซึ่งใช้เป็นเชื้อเพลิงในภาคการคมนาคมขนส่งภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรม หรือใช้เป็นวัตถุดิบตั้งต้นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และยังสามารถนำมาใช้ในระบบทำความเย็นได้ด้วย


โดยทั่วไป ก๊าซธรรมชาติประกอบด้วยก๊าซมีเทนเป็นส่วนใหญ่ คือ ร้อยละ 70  ขึ้นไป ก๊าซพวกนี้เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนทั้งสิ้น เมื่อจะนำมาใช้ต้องแยกก๊าซออกจากกันเสียก่อน  จึงจะใช้ประโยชน์ได้เต็มที่นอกจากสารไฮโดรคาร์บอนแล้ว ก๊าซธรรมชาติยังอาจประกอบด้วยก๊าซอื่นๆ อาทิ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจนซัลไฟด์  ไนโตรเจน  และน้ำ เป็นต้น สารประกอบเหล่านี้สามารถแยกออกจากกันได้ โดยนำมาผ่านกระบวนการแยกที่โรงแยกก๊าซธรรมชาติ ก๊าซที่ได้แต่ละตัวนำไปใช้ประโยชน์ต่อเนื่องได้อีกมากมาย

คุณสมบัติทางกายภาพของก๊าซธรรมชาติ
– เป็นเชื้อเพลิงปิโตรเลียมชนิดหนึ่ง  เกิดจากการทับถมของสิ่งมีชีวิตนับล้านปี
– เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน  ประกอบด้วยก๊าซมีเทนเป็นหลัก
– ไม่มีสีและไม่มีกลิ่น  ดังนั้น  ในการขนส่งหรือในกระบวนการผลิตก๊าซธรรมชาติจึงต้องมีการเติมสารที่มีกลิ่นลงไป  เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน
– เบากว่าอากาศ  มีค่าความถ่วงจำเพาะ ประมาณ  0.6-0.8  เมื่อรั่วไหลจะลอยขึ้นสู่ที่สูงและฟุ้งกระจายไปในอากาศอย่างรวดเร็ว
– ติดไฟได้  โดยมีช่วงของการติดไฟที่ 5-15 % ของปริมาตรในอากาศและอุณหภูมิที่สามารถติดไฟได้เองคือ  537-540  องศาเซลเซียส
– เป็นเชื้อเพลิงสะอาด  เผาไหม้สมบูรณ์กว่า จึงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าเมื่อเปรีบยเทียบกับเชื้อเพลิงปิโตรเลียมประเภทอื่น

จุดเด่นของการประยุกต์ใช้ก๊าซธรรมชาติในกิจการพาณิชย์และบ้านพักอาศัย
– เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าและความเย็นโดยรวมได้ถึง  80%  ขณะที่ระบบผลิตไฟฟ้าในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ  40-50%
– เพิ่มแหล่งทางเลือกการใช้พลังงานของอาคารจากเดิมต้องอาศัยเฉพาะพลังงานไฟฟ้าอย่างเดียว  ทำให้สามารถเลือกได้ระหว่างการใช้ก๊าซธรรมชาติ  หรือใช้ไฟฟ้า  หรือใช้ทั้งสองระบบร่วมกันได้
– ลดการใช้สาร  CFC  ในระบบทำความเย็นด้วยไฟฟ้า  ซึ่งเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม
– เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  เนื่องจากก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงสะอาดที่สามารถนำไปใช้ทดแทนน้ำมันเตาเกรดเอ  หรือดีเซล  ซึ่งปัจจุบันโรงแรมและโรงพยาบาลส่วนใหญ่ใช้ในการผลิตไอน้ำ
– ลดปัญหาและประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งเชื้อเพลิง  เนื่องจากก๊าซธรรมชาติจะถูกขนส่งผ่านระบบท่อ  และวัดปริมาณซื้อขายผ่านมิเตอร์ที่ออกแบบตามมาตรฐาน  ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องกักเก็บเชื้อเพลิง  และลดปัญหาการจัดการการขนส่งพลังงาน
– ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุของผู้ใช้ในด้านการกักเก็บพลังงาน

Tags: ,

การผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ จากแหล่งภายในประเทศ และการใช้ประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติ

Posted by admin - April 21st, 2014

oilrigfromtheair

การผลิตน้ำมันและการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นความพยายามที่จะใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ที่มีอยู่ภายในประเทศ โดยในช่วงแรกมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ทดแทนการนำเข้าน้ำมันเตา ต่อมามีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมการส่งออกปิโตรเคมี และเมื่อประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อม มีความสำคัญมากขึ้น ประกอบกับการพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตไฟฟ้าและในอุตสาหกรรมมีความก้าวหน้าขึ้น ก๊าซธรรมชาติจึงเป็นเชื้อเพลิงที่มีต้นทุนถูกที่สุดในการช่วยแก้ไขปัญหามลภาวะทางอากาศ

การเปิดเสรีตลาดการค้าโลกส่งผลให้ประเทศไทยต้องสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน โดยพึ่งพาแหล่งพลังงานภายในประเทศที่มีอยู่ ซึ่งแหล่งพลังงานทั้งของไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม สหภาพพม่า และกัมพูชา ล้วนมีแหล่งก๊าซธรรมชาติ มากกว่าแหล่งน้ำมัน ดังนั้น นอกจากจะพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติจากภายในประเทศแล้ว ก็จำเป็นต้องสร้างสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ในการร่วมกันพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้แก่ประเทศ เมื่อการจัดหาและระบบเครือข่ายท่อก๊าซธรรมชาติเพียงพอแล้ว ควรส่งเสริมให้มีการใช้ก๊าซธรรมชาติอย่างเต็มที่ รวมทั้งการใช้ในยานพาหนะซึ่งจะไม่มีปัญหาด้านมลภาวะ ประเทศไทยก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาน้ำมันจากตลาดโลก

ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะไม่มีแหล่งน้ำมันดิบขนาดใหญ่เช่นในตะวันออกกลางหรือในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย แต่ประเทศไทยก็นับว่ายังโชคดีที่มีแหล่งก๊าซธรรมชาติภายในประเทศแหล่งใหญ่ๆ ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการนำมาพัฒนาประเทศ เช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านเราอีกหลายประเทศ อาทิ เวียดนาม พม่า อินโดนีเซีย แหล่งก๊าซธรรมชาติของประเทศไทยส่วนใหญ่พบในอ่าวไทยและการขนส่งต้องส่งผ่านทางท่อใต้ทะเล ปัจจุบันมีบริษัทหลายแห่งเข้าไปดำเนินการสำรวจและพัฒนาแหล่งพลังงานเหล่านี้เพื่อตอบสนองความต้องการการใช้พลังงานของประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น นอกจากแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยแล้ว เรายังค้นพบก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบทั้งทางภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศซึ่งเป็นแหล่งไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์และช่วยประเทศลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศได้อีกทางหนึ่ง

การใช้ประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติ
– เป็นเชื้อเพลิงปิโตรเลียมที่นำมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง มีการเผาไหม้สมบูรณ์
– ลดการสร้างก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน
– มีความปลอดภัยสูงในการใช้งาน เนื่องจากเบากว่าอากาศ จึงลอยขึ้นเมื่อเกิดการรั่ว
– มีราคาถูกกว่าเชื้อเพลิงปิโตรเลียมอื่นๆ เช่น น้ำมัน น้ำมันเตา และก๊าซปิโตรเลียมเหลว
– สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ช่วยขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
– ก๊าซธรรมชาติส่วนใหญ่ที่ใช้ในประเทศไทยผลิตได้เองจากแหล่งในประเทศ จึงช่วยลดการนำเข้าพลังงานเชื้อเพลิงอื่นๆ และประหยัดเงินตราต่างประเทศได้มาก

Tags: ,

การพัฒนาแหล่งพลังงานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติภายในประเทศขึ้นมาสำหรับใช้ประโยชน์

Posted by admin - March 18th, 2014

พลังงานที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน

คือพลังงานสิ้นเปลืองและพลังงานหมุนเวียน โดยพลังงานสิ้นเปลืองคือพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป ซึ่งรวมถึงถ่านหิน หินน้ำมัน ทรายน้ำมัน น้ำมันดิบ น้ำมันเชื้อเพลิง และก๊าซธรรมชาติ ส่วนพลังงานหมุนเวียนหมายความรวมถึงพลังงานที่ได้จากไม้ ฟืน แกลบ กากอ้อย ชีวมวล น้ำ แสงอาทิตย์ ลม และคลื่น โดยพลังงานเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของประชาชนและเป็นปัจจัยพื้นฐานการผลิตในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ดังนั้นจึงต้องมีการจัดหาพลังงานให้มีปริมาณที่เพียงพอ มีราคาที่เหมาะสม และมีคุณภาพที่ดี สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของประชาชน และสามารถตอบสนองความต้องการใช้ ในกิจกรรมการผลิตต่างๆได้อย่างเพียงพอ

น้ำมันดิบ มีสถานะตามธรรมชาติ เป็นของเหลวประกอบด้วย สารไฮโดรคาร์บอน ชนิดระเหยง่ายเป็นส่วนใหญ่ และส่วนที่เหลือประกอบด้วย สารกำมะถัน ไนโตรเจน และสารประกอบออกไซด์อื่นๆ ซึ่งมักเรียกว่าเป็นสิ่งปฏิกูล ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่กลั่นได้ ราคาของน้ำมันดิบจะถูกหรือแพงขึ้นอยู่กับคุณภาพของน้ำมันดิบว่ามีสิ่งปฏิกูลเจือปนมากน้อยเพียงใด ผลิตภัณฑ์ที่กลั่นได้จากน้ำมันดิบ ได้แก่ ก๊าซปิโตรเลียมเหลว น้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าด น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา และยางมะตอย โดยก๊าซปิโตรเลียมเหลว จะใช้เป็นเชื้อเพลิง ในการหุงต้ม ในยานพาหนะ และในภาคอุตสาหกรรม น้ำมันเบนซิน ดีเซล และน้ำมันเครื่องบิน จะใช้เป็นเชื้อเพลิงในภาคคมนาคมขนส่ง ส่วนน้ำมันเตา จะใช้เป็นเชื้อเพลิง ในการผลิตไฟฟ้า ในภาคอุตสาหกรรม และในการขนส่งทางน้ำ

ก๊าซธรรมชาติ ประกอบด้วยสารไฮโดรคาร์บอนประเภทต่างๆเป็นส่วนใหญ่ ส่วนที่เหลือประกอบด้วยก๊าซประเภทอื่นๆ การซื้อขายก๊าซธรรมชาติจะคิดราคาตามค่าความร้อนของเชื้อเพลิง ส่วนข้อกำหนดอื่นๆจะเป็นส่วนประกอบที่ช่วยให้ความมั่นใจในความสะอาดว่าจะไม่มีปัญหาในการใช้ ซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการใช้ก๊าซธรรมชาติมีค่อนข้างน้อย เนื่องจากในขบวนการเผาไหม้ก๊าซธรรมชาติ จะถูกเผาไหม้อย่างสมบูรณ์ได้เป็นคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด ก๊าซธรรมชาติจะถูกนำไปแยกก่อนการใช้ โดยส่วนที่เป็นก๊าซมีเทนมักจะนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าและในอุตสาหกรรม รวมทั้งใช้เป็นเชื้อเพลิงในยานพาหนะ ส่วนที่เป็นอีเทนและโพรเพนจะนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และส่วนที่เป็นโพรเพนและบิวเทนจะนำไปใช้เป็นก๊าซหุงต้ม ใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรมและยานพาหนะ

การกำหนดนโยบายในการจัดหาพลังงาน

1. ต้องมีแหล่งสำรองพลังงานที่มีปริมาณเพียงพอและแน่นอนเพื่อความมั่นคงในการจัดหา
2. ต้องมีการกระจายแหล่งของพลังงานและชนิดของพลังงานเพื่อลดความเสี่ยงโดยหลีกเลี่ยงการพึ่งพาพลังงานจากแหล่งเดียวหรือชนิดเดียว
3. ต้องมีราคาที่เหมาะสมเพื่อให้ต้นทุนการผลิตต่ำ
4. ต้องเป็นพลังงานที่สะอาดก่อให้เกิดมลพิษน้อย หรืออาจจะเป็นพลังงานที่ไม่สะอาด แต่มีเทคโนโลยีที่ควบคุมมลพิษได้
5. ต้องใช้ทรัพยากรพลังงาน ภายในประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เหมาะสมกับคุณค่าของทรัพยากร

Tags: , ,

แนวโน้มตลาดเสื้อผ้าฟุตบอลขายได้อย่างต่อเนื่อง

Posted by admin - October 28th, 2013

แนวโน้มตลาดเสื้อผ้าฟุตบอลขายได้อย่างต่อเนื่อง

แนวโน้มตลาดเสื้อผ้าฟุตบอลขายได้อย่างต่อเนื่อง

สวัสดีครับ สำหรับวันนี้ก็จะมาเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวกับสินค้าชนิดหนึ่งครับ ซึ่งทุก ๆ ครั้งที่มีเทศกาล หรือว่าฤดูการแข่งขันฟุตบอลทีไร เป็นอันว่าต้องขายดีกันทุกทีเลย ใช่ครับเพราะว่ากีฬาฟุตบอลเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมในการละเล่น และที่สำคัญที่สุดมีความนิยมไม่แพ้กันเลยก็คือแฟน ๆ คนดู ที่ชอบกีฬาประเภทนี้เป็นอย่างมากจนเกิดอาการคลั่งไคล้กันเลยทีเดียว และช่วงเปิดฤดูกาลฟุตบอลที่ผ่านมานี้นั้น เสื้อยืดที่มีการสกรีนเกี่ยวกับฟุตบอล เป็นสิ่งที่ขายดีสุด ๆ นอกเหนือที่นักกีฬาจะซื้อใส่กันปกติ

และอัตราการเติบโตทางด้านตลาดสินค้าประเภทนี้นั้นก็มีสถิติ จำนวนและปริมาณที่มากขึ้นในช่วงเปิดฤดูกาลของทุก ๆ ปี และเมื่อก่อนการจัดการรายการฟุตบอลไม่มากเท่าไหร่นัก แต่ในปัจจุบันมีการหมุนเวียนจัดการแข่งขันฟุตบอลอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่นในบ้านเราเองก็มีลีก และรวมไปถึงลีกต่างประเทศเป็นช่วง ๆ ที่จัดฝั่งยุโรปบ้าง เอเชียบ้าง ฯลฯ

และอีกทั้งก็จะมีนักเตะชื่อดัง การปักชื่อนักเตะชื่อดังหลังเสื้อฟุตบอล ก็ทำให้เสื้อแต่ละตัวดูมีคุณค่ามากขึ้ันนั่นเองครับ ซึ่งปกติแล้วนอกจากทีมฟุตบอลก็จะมีเรื่องของรายบุคคลด้วย ซึ่งใครจะเป็นแฟนคลับใคร นี่ผมเชื่ออย่างยิ่ง ๆ ก็มีส่วนตัดสินใจซื้อเช่นเดียวกันครับ

  Next Entries »