การใช้ประโยชน์จากถ่านหินซึ่งเป็นเชื้อเพลิงธรรมชาติ

Posted by admin - September 22nd, 2015

coal460x276ถ่านหิน เป็นเชื้อเพลิงประเภทฟอสซิลอย่างหนึ่ง ซึ่งมีส่วนประกอบของสารประกอบคาร์บอนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 และยังมีสารประกอบอื่นๆ เช่น ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน และกำมะถัน เป็นต้น ส่วนใหญ่มีการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ และอุตสาหกรรมที่ใช้หม้อไอน้ำ เช่น โรงงานกระดาษ และโรงงานชูรส เป็นต้น ในการเผาไหม้ถ่านหินจะมีการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ฝุ่นละออง และควัน ดังนั้น ก่อนนำเชื้อเพลิงไปใช้ต้องมีวิธีการจัดการกับมลพิษก่อน โดยอาจเลือกใช้ถ่านหินคุณภาพดีหรืออาจลดปริมาณสารพิษในถ่านหินก่อนนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิง หรือใช้เทคโนโลยีในการกำจัดมลพิษที่เกิดขึ้นก่อนปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม

ประเทศไทยมีแหล่งถ่านหินกระจายอยู่ทั่วทุกภาค ซึ่งเกิดจากซากพืชที่สะสมอยู่ตามแอ่งขนาดใหญ่และภายหลังเกิดการจมตัวของเปลือกโลกและมีตะกอนมาทับถมปิดทับนานหลายล้านปี จนเกิดการเปลี่ยนแปลงของซากพืชเหล่านั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี กลายเป็นถ่านโดยมีความร้อนใต้เปลือกโลกเข้ามามีส่วนช่วยด้วย ซึ่งคล้ายๆกับวิธีการเผาถ่านในปัจจุบันที่นำไม้ฝืนมาเผาในที่ไม่มีอากาศหรือออกซิเจนจึงได้เป็นถ่านไม้แทนที่จะติดไฟไหม้ กลายเป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ไป ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งมีปริมาณสำรองอยู่มาก โดยแหล่งถ่านหินกระจายอยู่ในประเทศต่างๆทั่วโลก ทำให้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่มีความมั่นคงสูง ส่งผลให้มีราคาถูกกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันเตา

ถ่านหินยังคงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในการใช้เป็นเชื้อเพลิงของประเทศ เนื่องจากถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่มีแหล่งสำรองอยู่มาก และราคามีเสถียรภาพ รวมทั้งมีเทคโนโลยีในการจัดการมลพิษที่มีประสิทธิภาพ การเปลี่ยนจากถ่านหินมาใช้เชื้อเพลิงอื่นโดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติจะทำให้สัดส่วนการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าสูงมากเกินไป และจะก่อให้เกิดความเสี่ยงในการจัดหาพลังงานของประเทศ เนื่องจากในการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงจะต้องคำนึงถึงความสามารถในการจัดหาก๊าซธรรมชาติได้เพียงพอตลอดอายุการใช้งานของโรงไฟฟ้า และจะต้องมีการทำสัญญาซื้อขายก๊าซฯที่ผูกพันได้ตลอดอายุของโรงไฟฟ้า ซึ่งในปัจจุบันผู้จำหน่ายก๊าซฯ ยังไม่สามารถผูกพันการจัดหาก๊าซธรรมชาติได้ ตลอดอายุของโรงไฟฟ้า ส่วนพลังงานหมุนเวียนอื่นยังมีต้นทุนสูงอยู่มาก เหมาะที่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงเสริมเท่านั้น ยังไม่สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักเพื่อผลิตไฟฟ้าได้อย่างเพียงพอ

Tags: , ,

การนำก๊าซธรรมชาติไปประยุกต์ใช้กับกิจการพาณิชย์

Posted by admin - August 20th, 2015

กิจการพาณิชย์และบริการ อาทิ ห้างสรรพสินค้า โรงแรม โรงพยาบาล อาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียมและร้านอาหาร โดยทั่วไปนั้น จะตั้งอยู่ในเขตธุรกิจ หรือเขตที่อยู่อาศัยที่มีความหนาแน่นปานกลางถึงความหนาแน่นสูงและมีการใช้พลังงานมากพอสมควร พลังงานที่ใช้จึงจำเป็นที่จะต้องมีคุณสมบัติในลำดับแรก คือ สะอาด ไม่มีมลพิษ ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก๊าซธรรมชาติจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับพลังงานดังกล่าว เนื่องจากมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่สะอาด เผผาไหม้สมบูรณ์ ปลอดภัยกว่าเชื้อเพลิงอื่น และไม่มีมลพิษ นอกจากนี้ การขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อจะช่วยลดปัญหาการจราจรจากการขนส่งได้อีกด้วย

ปตท. ได้ขยายโครงข่ายท่อส่งก๊าซธรรมชาติเข้าสู่เขตธุรกิจของกรุงเทพฯ ทำให้สามารถเพิ่มประโยชน์การใช้งานก๊าซธรรมชาติได้มากขึ้น ในกลุ่มผู้ประกอบการทางด้านการพาณิชย์และการบริการ โรงพยาบาล หรือแม้กระทั่งร้านอาหารและบ้านพักอาศัย ประโยชน์ของการใช้งานดังกล่าว อาทิ

– การใช้ก๊าซธรรมชาติในระบบผลิตพลังงานความเย็นร่วมกับไฟฟ้าด้วยก๊าซธรรมชาติ ( Gas District Cooling and Co-generation ) คือ ระบบการผผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็นสำหรับระบบปรับอากาศไว้ใช้ภายในอาคารและสำนักงาน ซึ่งมีการนำระบบดังกล่าวมาประยุกต์ใช้แล้วทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทย ท่าอากาศยานสากลโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และท่าอากาศยานสากกัวลาลัมเปอร์แห่งใหม่ ประเทศมาเลเซีย
– การใช้ก๊าซธรรมชาติทดแทนก๊าซหุงต้มในการประกอบอาหาร สำหรับโรงแรม โรงพยาบาล ร้านอาหาร หรือบ้านพักอาศัย โดยสามารถนำไปใช้ในเตาแก๊ส เตาอบ เตาย่างและหม้อหุงข้าวทุกประเภท
– การใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตน้ำร้อนหรือไอน้ำซึ่งใช้ในธุรกิจโรงแรมธุรกิจซักรีด การฆ่าเชื้อโรคในโรงพยาบาล และบ้านพักอาศัย

จุดเด่นของการประยุกต์ใช้ก๊าซธรรมชาติในกิจการพาณิชย์และบ้านพักอาศัย
– เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าและความเย็นโดยรวมได้ถึง 80% ขณะที่ระบบผลิตไฟฟ้าในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 40-50%
– เพิ่มแหล่งทางเลือกการใช้พลังงานของอาคารจากเดิมต้องอาศัยเฉพาะพลังงานไฟฟ้าอย่างเดียว ทำให้สามารถเลือกได้ระหว่างการใช้ก๊าซธรรมชาติ หรือใช้ไฟฟ้า หรือใช้ทั้งสองระบบร่วมกันได้
– ลดการใช้สาร CFC ในระบบทำความเย็นด้วยไฟฟ้า ซึ่งเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม
– เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เนื่องจากก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงสะอาดที่สามารถนำไปใช้ทดแทนน้ำมันเตาเกรดเอ หรือดีเซล ซึ่งปัจจุบันโรงแรมและโรงพยาบาลส่วนใหญ่ใช้ในการผลิตไอน้ำ
– ลดปัญหาและประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งเชื้อเพลิง เนื่องจากก๊าซธรรมชาติจะถูกขนส่งผ่านระบบท่อ และวัดปริมาณซื้อขายผ่านมิเตอร์ที่ออกแบบตามมาตรฐาน ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องกักเก็บเชื้อเพลิง และลดปัญหาการจัดการการขนส่งพลังงาน
– ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุของผู้ใช้ในด้านการกักเก็บพลังงาน

Tags:

เทคโนโลยีสุดล้ำที่จะมาช่วยอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซให้ประสบความสำเร็จ

Posted by admin - December 8th, 2014

ประเทศไทยมีการจำกัดการผลิตและสำรองน้ำมันภายในประเทศ ดังนั้นการนำเข้าน้ำมันจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการบริโภคน้ำมันภายในประเทศ แม้ว่าประเทศไทยจะมีการสำรองก๊าซธรรมชาติเป็นจำนวนมาก แต่การผลิตก๊าซธรรมชาติได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในไม่กี่ปีที่ผ่านมา อีกทั้งการผลิตน้ำมันของไทยถึงจะมีปริมาณที่เพิ่มขึ้นแต่ก็ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าการบริโภค โดยที่ 80% ของการผลิตน้ำมันของประเทศมาจากแถบอ่าวไทย

เพื่อตอบสนองต่อความต้องการนี้ อุตสาหกรรมน้ำมันจะต้องใช้ท่อลำเลียงน้ำมันมูลค่าหลายล้านล้านดอลล่าร์มาเป็นส่วนประกอบของโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นความท้าทายที่อุตสาหกรรมจะต้องเอาชนะต่ออุปสรรคทั้งหลายที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขาดแคลนแรงงานมีฝีมือ สภาพแวดล้อมของภูมิประเทศไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงด้านรูปแบบของธุรกิจ และนี่คือ 4 เทคโนโลยีสุดล้ำที่จะมาช่วยอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซให้ประสบความสำเร็จด้วยการเปลี่ยนรูปแบบการวางแผนโครงสร้างเงินทุน การออกแบบ การสร้างและการจัดการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

1.เรียลลิตี้คอมพิวติ้ง – ด้วยเรียลลิตี้แคปเจอร์ผสมกับสภาพแวดล้อมจริง เทคโนโลยีได้ลดช่องว่างระหว่างความเป็นจริงและโลกดิจิตอลให้ใกล้กันยิ่งขึ้น สองกุญแจสำคัญของเรียลคอมพิวติ้ง คือ เรียลลิตี้แคปเจอร์และการเพิ่มความแม่นยำของสภาพแวดล้อมแบบดิจิตอล โดยอย่างแรก เรียลลิตี้แคปเจอร์ เป็นกระบวนการใช้ภาพถ่ายดิจิตอล LIDAR เลเซอร์สแกนและดาต้าเซ็ทแคปเจอร์อื่นๆ ที่จะสะท้อนให้เห็นภาพของสภาพแวดล้อมจริง เพื่อช่วยสร้างโปรเจคโมเดล 3 มิติ ซึ่งเป็นการเปิดประตูไปสู่การสร้างแบบจำลองบนความเป็นจริงด้วยการจับภาพที่แม่นยำจากสิ่งที่มีอยู่ อีกอย่างคือ ความก้าวหน้าในด้านความแม่นยำของสิ่งแวดล้อมดิจิตอล คอมพิวเตอร์อินเตอร์เฟซจะมีความสามารถในการจำลองภาพที่เหนือกว่า ซึ่งจะช่วยเร่งผลผลิต ปรับปรุงการสื่อสารในโครงการขนาดใหญ่และช่วยเร่งกระบวนการเรียนรู้ให้แก่พนักงานใหม่ และช่วยให้การตัดสินใจต่อปัญหาต่างๆ เป็นไปด้วยความมั่นใจ

2.คลาวด์คอมพิวติ้ง – คลาวด์จะมาทดแทนความสามารถที่จำกัดของเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยการนำอำนาจอันไม่มีที่สิ้นสุดของระบบไปสู่ทุกคนได้ตามต้องการแบบเรียลไทม์ ในทุกสถานที่และทุกๆ ดีไวซ์ ปัจจุบันอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซได้มีขนาดใหญ่ขึ้นและซับซ้อนมากขึ้น ในขณะเดียวกันความท้าทายทางธุรกิจและการออกแบบก็ได้เพิ่มความยากซับซ้อนตามมาเช่นกัน เพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่บานปลายในโปรเจคด้วยการปรับปรุงกระบวนการ Front End Loading โดยจะช่วยลดต้นทุนผ่านการออกแบบที่มีประสิทธืภาพมากกว่าเดิม ซึ่งทั้งสองวิธีนี้จะช่วยส่งเสริมและผลักดันให้อุตสาหกรรมประสบความสำเร็จ

3.การผลิตแบบดิจิตอล
– การพิมพ์ 3 มิติ การลดการผลิตด้วยการควบคุมเชิงตัวเลขโดยคอมพิวเตอร์ (CNC-based subtractive fabrication) การจำลองแบบ FDM สำหรับเทอร์โมพลาสติกและเทคโนโลยีอื่นๆ ที่จะช่วยลดขั้นตอนการในการเปลี่ยนแบบจำลองชิ้นส่วนสำหรับสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานน้ำมันและก๊าซบนคอมพิวเตอร์หลากหลายขั้นตอนไปเป็นแค่ขั้นตอนเดียว การผลิตสมัยใหม่นั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากการผลิตแบบแมส โดยทั่วไปแล้วการผลิตสินค้าที่มีความซับซ้อนและมีความเป็นเอกลักษณ์จะหมายถึงราคาสูงที่ตามมาด้วย ซึ่งเป็นการลงทุนที่สูงเกินไปหากผลิตสินค้าที่สามารถขายได้ในระยะสั้นเมื่อเทียบกับสินค้าที่ผลิตด้วยวัสดุตามมาตรฐานทั่วไป แต่เทคโนโลยีการผลิตและกระบวนการแบบดิจิตอลจะนำเราไปสู่จุดเปลี่ยนของกระบวนทัศน์ที่เราเชื่อกันมานาน จะเป็นอย่างไรหากเราสามารถพิมพ์ส่วนประกอบโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซเพื่อเปลี่ยนการดำเนินการก่อสร้าง หรือเปลี่ยนมาตรฐานเดิมๆ ของอุตสาหกรรมมาใช้ส่วนประกอบที่ดีที่สุด เหมาะกับแต่ละงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หรือหากเราสามารถพิมพ์วาล์วซีลของแท่นขุดเจาะน้ำมันออกมาเป็นอะไหล่ได้เอง

4.โซเชียลและโมบายคอมพิวติ้ง – ระบบดิจิตอลได้ช่วยลดช่องว่างระหว่างบุคคล นำมาซึ่งหนทางใหม่ในการร่วมมือท่ามกลางภารกิจอันซับซ้อน และช่องทางใหม่ในการเข้าถึงผู้คนที่มีความสามารถได้อย่างง่ายดาย ทั้งเทคโนโลยีจากโซเชียลมีเดียและอุปกรณ์เคลื่อนที่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อนในการค้นหาบุคลาการที่มีความสามารถได้ แม้ว่าปัญหาด้านแรงงานฝีมือจะยังสร้างความท้าทายต่ออุตสาหกรรมโครงการขยายท่อลำเลียงน้ำมันอย่างต่อเนื่อง แต่เทรนดิจิตอลเหล่านี้จะช่วยในการค้นหาฐานข้อมูลผู้มีความรู้ความสามารถจากทั่วโลก แทนที่จะจำกัดอยู่เพียงแค่พื้นที่ที่ใกล้กับบริษัทเท่านั้น

Tags: ,

การดำเนินธุรกิจผลิตน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เป็นธุรกิจที่ดีเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ

Posted by admin - May 21st, 2014

ก๊าซธรรมชาติเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยเกิดจากการสะสมและทับถมของซากสิ่งมีชีวิตตามชั้นหิน ดิน และในทะเลหลายร้อยล้านปี ระหว่างนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติซึ่งมีสาเหตุมาจากความร้อนและความกดดันของผิวโลก จนซากสัตว์และซากพืชหรือฟอสซิลนั้นกลายเป็นน้ามันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ที่เรานามาใช้ประโยชน์ได้ในที่สุด เราจึงเรียกเชื้อเพลิงประเภทน้ามัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ว่า เชื้อเพลิงฟอสซิล ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงที่ให้ทั้งความร้อนและแสงสว่าง ซึ่งใช้เป็นเชื้อเพลิงในภาคการคมนาคมขนส่งภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรม หรือใช้เป็นวัตถุดิบตั้งต้นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และยังสามารถนำมาใช้ในระบบทำความเย็นได้ด้วย


โดยทั่วไป ก๊าซธรรมชาติประกอบด้วยก๊าซมีเทนเป็นส่วนใหญ่ คือ ร้อยละ 70  ขึ้นไป ก๊าซพวกนี้เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนทั้งสิ้น เมื่อจะนำมาใช้ต้องแยกก๊าซออกจากกันเสียก่อน  จึงจะใช้ประโยชน์ได้เต็มที่นอกจากสารไฮโดรคาร์บอนแล้ว ก๊าซธรรมชาติยังอาจประกอบด้วยก๊าซอื่นๆ อาทิ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจนซัลไฟด์  ไนโตรเจน  และน้ำ เป็นต้น สารประกอบเหล่านี้สามารถแยกออกจากกันได้ โดยนำมาผ่านกระบวนการแยกที่โรงแยกก๊าซธรรมชาติ ก๊าซที่ได้แต่ละตัวนำไปใช้ประโยชน์ต่อเนื่องได้อีกมากมาย

คุณสมบัติทางกายภาพของก๊าซธรรมชาติ
– เป็นเชื้อเพลิงปิโตรเลียมชนิดหนึ่ง  เกิดจากการทับถมของสิ่งมีชีวิตนับล้านปี
– เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน  ประกอบด้วยก๊าซมีเทนเป็นหลัก
– ไม่มีสีและไม่มีกลิ่น  ดังนั้น  ในการขนส่งหรือในกระบวนการผลิตก๊าซธรรมชาติจึงต้องมีการเติมสารที่มีกลิ่นลงไป  เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน
– เบากว่าอากาศ  มีค่าความถ่วงจำเพาะ ประมาณ  0.6-0.8  เมื่อรั่วไหลจะลอยขึ้นสู่ที่สูงและฟุ้งกระจายไปในอากาศอย่างรวดเร็ว
– ติดไฟได้  โดยมีช่วงของการติดไฟที่ 5-15 % ของปริมาตรในอากาศและอุณหภูมิที่สามารถติดไฟได้เองคือ  537-540  องศาเซลเซียส
– เป็นเชื้อเพลิงสะอาด  เผาไหม้สมบูรณ์กว่า จึงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าเมื่อเปรีบยเทียบกับเชื้อเพลิงปิโตรเลียมประเภทอื่น

จุดเด่นของการประยุกต์ใช้ก๊าซธรรมชาติในกิจการพาณิชย์และบ้านพักอาศัย
– เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าและความเย็นโดยรวมได้ถึง  80%  ขณะที่ระบบผลิตไฟฟ้าในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ  40-50%
– เพิ่มแหล่งทางเลือกการใช้พลังงานของอาคารจากเดิมต้องอาศัยเฉพาะพลังงานไฟฟ้าอย่างเดียว  ทำให้สามารถเลือกได้ระหว่างการใช้ก๊าซธรรมชาติ  หรือใช้ไฟฟ้า  หรือใช้ทั้งสองระบบร่วมกันได้
– ลดการใช้สาร  CFC  ในระบบทำความเย็นด้วยไฟฟ้า  ซึ่งเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม
– เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  เนื่องจากก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงสะอาดที่สามารถนำไปใช้ทดแทนน้ำมันเตาเกรดเอ  หรือดีเซล  ซึ่งปัจจุบันโรงแรมและโรงพยาบาลส่วนใหญ่ใช้ในการผลิตไอน้ำ
– ลดปัญหาและประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งเชื้อเพลิง  เนื่องจากก๊าซธรรมชาติจะถูกขนส่งผ่านระบบท่อ  และวัดปริมาณซื้อขายผ่านมิเตอร์ที่ออกแบบตามมาตรฐาน  ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องกักเก็บเชื้อเพลิง  และลดปัญหาการจัดการการขนส่งพลังงาน
– ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุของผู้ใช้ในด้านการกักเก็บพลังงาน

Tags: ,

การผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ จากแหล่งภายในประเทศ และการใช้ประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติ

Posted by admin - April 21st, 2014

oilrigfromtheair

การผลิตน้ำมันและการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นความพยายามที่จะใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ที่มีอยู่ภายในประเทศ โดยในช่วงแรกมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ทดแทนการนำเข้าน้ำมันเตา ต่อมามีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมการส่งออกปิโตรเคมี และเมื่อประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อม มีความสำคัญมากขึ้น ประกอบกับการพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตไฟฟ้าและในอุตสาหกรรมมีความก้าวหน้าขึ้น ก๊าซธรรมชาติจึงเป็นเชื้อเพลิงที่มีต้นทุนถูกที่สุดในการช่วยแก้ไขปัญหามลภาวะทางอากาศ

การเปิดเสรีตลาดการค้าโลกส่งผลให้ประเทศไทยต้องสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน โดยพึ่งพาแหล่งพลังงานภายในประเทศที่มีอยู่ ซึ่งแหล่งพลังงานทั้งของไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม สหภาพพม่า และกัมพูชา ล้วนมีแหล่งก๊าซธรรมชาติ มากกว่าแหล่งน้ำมัน ดังนั้น นอกจากจะพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติจากภายในประเทศแล้ว ก็จำเป็นต้องสร้างสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ในการร่วมกันพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้แก่ประเทศ เมื่อการจัดหาและระบบเครือข่ายท่อก๊าซธรรมชาติเพียงพอแล้ว ควรส่งเสริมให้มีการใช้ก๊าซธรรมชาติอย่างเต็มที่ รวมทั้งการใช้ในยานพาหนะซึ่งจะไม่มีปัญหาด้านมลภาวะ ประเทศไทยก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาน้ำมันจากตลาดโลก

ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะไม่มีแหล่งน้ำมันดิบขนาดใหญ่เช่นในตะวันออกกลางหรือในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย แต่ประเทศไทยก็นับว่ายังโชคดีที่มีแหล่งก๊าซธรรมชาติภายในประเทศแหล่งใหญ่ๆ ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการนำมาพัฒนาประเทศ เช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านเราอีกหลายประเทศ อาทิ เวียดนาม พม่า อินโดนีเซีย แหล่งก๊าซธรรมชาติของประเทศไทยส่วนใหญ่พบในอ่าวไทยและการขนส่งต้องส่งผ่านทางท่อใต้ทะเล ปัจจุบันมีบริษัทหลายแห่งเข้าไปดำเนินการสำรวจและพัฒนาแหล่งพลังงานเหล่านี้เพื่อตอบสนองความต้องการการใช้พลังงานของประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น นอกจากแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยแล้ว เรายังค้นพบก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบทั้งทางภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศซึ่งเป็นแหล่งไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์และช่วยประเทศลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศได้อีกทางหนึ่ง

การใช้ประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติ
– เป็นเชื้อเพลิงปิโตรเลียมที่นำมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง มีการเผาไหม้สมบูรณ์
– ลดการสร้างก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน
– มีความปลอดภัยสูงในการใช้งาน เนื่องจากเบากว่าอากาศ จึงลอยขึ้นเมื่อเกิดการรั่ว
– มีราคาถูกกว่าเชื้อเพลิงปิโตรเลียมอื่นๆ เช่น น้ำมัน น้ำมันเตา และก๊าซปิโตรเลียมเหลว
– สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ช่วยขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
– ก๊าซธรรมชาติส่วนใหญ่ที่ใช้ในประเทศไทยผลิตได้เองจากแหล่งในประเทศ จึงช่วยลดการนำเข้าพลังงานเชื้อเพลิงอื่นๆ และประหยัดเงินตราต่างประเทศได้มาก

Tags: ,

การพัฒนาแหล่งพลังงานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติภายในประเทศขึ้นมาสำหรับใช้ประโยชน์

Posted by admin - March 18th, 2014

พลังงานที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน

คือพลังงานสิ้นเปลืองและพลังงานหมุนเวียน โดยพลังงานสิ้นเปลืองคือพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป ซึ่งรวมถึงถ่านหิน หินน้ำมัน ทรายน้ำมัน น้ำมันดิบ น้ำมันเชื้อเพลิง และก๊าซธรรมชาติ ส่วนพลังงานหมุนเวียนหมายความรวมถึงพลังงานที่ได้จากไม้ ฟืน แกลบ กากอ้อย ชีวมวล น้ำ แสงอาทิตย์ ลม และคลื่น โดยพลังงานเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของประชาชนและเป็นปัจจัยพื้นฐานการผลิตในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ดังนั้นจึงต้องมีการจัดหาพลังงานให้มีปริมาณที่เพียงพอ มีราคาที่เหมาะสม และมีคุณภาพที่ดี สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของประชาชน และสามารถตอบสนองความต้องการใช้ ในกิจกรรมการผลิตต่างๆได้อย่างเพียงพอ

น้ำมันดิบ มีสถานะตามธรรมชาติ เป็นของเหลวประกอบด้วย สารไฮโดรคาร์บอน ชนิดระเหยง่ายเป็นส่วนใหญ่ และส่วนที่เหลือประกอบด้วย สารกำมะถัน ไนโตรเจน และสารประกอบออกไซด์อื่นๆ ซึ่งมักเรียกว่าเป็นสิ่งปฏิกูล ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่กลั่นได้ ราคาของน้ำมันดิบจะถูกหรือแพงขึ้นอยู่กับคุณภาพของน้ำมันดิบว่ามีสิ่งปฏิกูลเจือปนมากน้อยเพียงใด ผลิตภัณฑ์ที่กลั่นได้จากน้ำมันดิบ ได้แก่ ก๊าซปิโตรเลียมเหลว น้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าด น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา และยางมะตอย โดยก๊าซปิโตรเลียมเหลว จะใช้เป็นเชื้อเพลิง ในการหุงต้ม ในยานพาหนะ และในภาคอุตสาหกรรม น้ำมันเบนซิน ดีเซล และน้ำมันเครื่องบิน จะใช้เป็นเชื้อเพลิงในภาคคมนาคมขนส่ง ส่วนน้ำมันเตา จะใช้เป็นเชื้อเพลิง ในการผลิตไฟฟ้า ในภาคอุตสาหกรรม และในการขนส่งทางน้ำ

ก๊าซธรรมชาติ ประกอบด้วยสารไฮโดรคาร์บอนประเภทต่างๆเป็นส่วนใหญ่ ส่วนที่เหลือประกอบด้วยก๊าซประเภทอื่นๆ การซื้อขายก๊าซธรรมชาติจะคิดราคาตามค่าความร้อนของเชื้อเพลิง ส่วนข้อกำหนดอื่นๆจะเป็นส่วนประกอบที่ช่วยให้ความมั่นใจในความสะอาดว่าจะไม่มีปัญหาในการใช้ ซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการใช้ก๊าซธรรมชาติมีค่อนข้างน้อย เนื่องจากในขบวนการเผาไหม้ก๊าซธรรมชาติ จะถูกเผาไหม้อย่างสมบูรณ์ได้เป็นคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด ก๊าซธรรมชาติจะถูกนำไปแยกก่อนการใช้ โดยส่วนที่เป็นก๊าซมีเทนมักจะนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าและในอุตสาหกรรม รวมทั้งใช้เป็นเชื้อเพลิงในยานพาหนะ ส่วนที่เป็นอีเทนและโพรเพนจะนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และส่วนที่เป็นโพรเพนและบิวเทนจะนำไปใช้เป็นก๊าซหุงต้ม ใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรมและยานพาหนะ

การกำหนดนโยบายในการจัดหาพลังงาน

1. ต้องมีแหล่งสำรองพลังงานที่มีปริมาณเพียงพอและแน่นอนเพื่อความมั่นคงในการจัดหา
2. ต้องมีการกระจายแหล่งของพลังงานและชนิดของพลังงานเพื่อลดความเสี่ยงโดยหลีกเลี่ยงการพึ่งพาพลังงานจากแหล่งเดียวหรือชนิดเดียว
3. ต้องมีราคาที่เหมาะสมเพื่อให้ต้นทุนการผลิตต่ำ
4. ต้องเป็นพลังงานที่สะอาดก่อให้เกิดมลพิษน้อย หรืออาจจะเป็นพลังงานที่ไม่สะอาด แต่มีเทคโนโลยีที่ควบคุมมลพิษได้
5. ต้องใช้ทรัพยากรพลังงาน ภายในประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เหมาะสมกับคุณค่าของทรัพยากร

Tags: , ,